เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่อาคารศูนย์ปฏิบัติการ OPC A2 การบินไทย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังงานแถลงข่าว From Purple to Purpose การปรับเปลี่ยนเครื่องแบบพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability) ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 67 เป็นต้นไป บริษัทฯ จะทยอยปรับเปลี่ยนให้พนักงานต้อนรับหญิงทุกคนใส่ชุดไทยเรือนต้น ให้บริการบนเครื่องบินในทุกชั้นบริการ และทุกเที่ยวบิน โดยชุดไทยยังคงมีรูปแบบเดิม แต่วัสดุที่นำมาตัดเย็บจะเปลี่ยนไป จากเดิมเป็นผ้าไหม 100% ก็จะเป็นตัวไหม 30% และขวดน้ำพลาสติก PET ที่ทิ้งบนเครื่องบิน 70% มาเป็นเส้นใยสำหรับทอผ้า

นายชาย กล่าวต่อว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่ต้องการเผยแพร่อัตลักษณ์ความเป็นไทย และรักษาสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทฯ มีนโยบายใหม่ให้พนักงานต้อนรับแต่งชุดไทยมาจากบ้านได้เลย จากเดิมที่ต้องใส่ชุดยูนิฟอร์มสีม่วงมาก่อน และเมื่ออยู่บนเครื่องจึงเปลี่ยนเป็นชุดไทย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ของการบินไทย ในฐานะที่เป็นสายการบินแห่งชาติ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนทั้งโลกได้เห็นชุดไทย และช่วยเผยแพร่ความเป็นไทย โดยปัจจุบันผู้โดยสารสายการบินไทย 80% เป็นชาวต่างชาติ และ 20% เป็นชาวไทย

นายชาย กล่าวอีกว่า ชุดไทยเรือนต้นนี้ ยังคงความงดงามในความเป็นไทย แต่ได้เพิ่มคุณลักษณะพิเศษเฉพาะตัวด้วยประโยชน์ใช้สอยครบถ้วน โดดเด่นเรื่องความง่ายในการดูแลรักษา จากเดิมเป็นไหม 100% จะดูแลค่อนข้างยาก โดยผ้าไหม 1 หลา จะใช้ขวดน้ำพลาสติกประมาณ 18 ขวด ซึ่งชุดไทย 1 ชุด ใช้ขวดน้ำประมาณ 54 ขวด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการบินไทยมีพนักงานต้อนรับประมาณ 3 พันคน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 2,100 คน ให้บริการเที่ยวบินประมาณ 120 เที่ยวบินต่อวัน ดังนั้นในแต่ละวันจะมีพนักงานต้อนรับหญิงประมาณ 600-700 คน ที่จะแต่งชุดไทยพร้อมกันหมด และพบเห็นได้ตามจุดต่างๆ สร้างความตื่นตาตื่นใจ เป็นซอฟต์พาวเวอร์แสดงความเป็นไทยได้อย่างดี

นายชาย กล่าวด้วยว่า สำหรับชุดไทยใหม่นี้ เนื้อผ้าจะมีความยืดหยุ่น มีความคงตัวของเนื้อผ้า ไม่ยับง่าย หากชุดโดนน้ำ ก็จะแห้งง่าย และไม่เป็นคราบ นอกจากนี้บริษัทฯ ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ดังนั้นจึงให้พนักงานสวมใส่ชุดไทย และทดสอบการบริการ รวมถึงการปฏิบัติงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต้องช่วยชีวิตผู้โดยสาร ซึ่งผลการทดสอบไม่พบปัญหาใด สามารถสวมใส่ชุดนี้ให้บริการได้อย่างปลอดภัย ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ คาดว่าพนักงานต้อนรับจะใส่ชุดไทยใหม่ครบทุกคนประมาณกลางปี 67 ส่วนต้นทุนการดำเนินงานเรื่องนี้ บริษัทฯ ไม่ได้คำนึงเรื่องต้นทุน แต่เน้นต้องการเผยแพร่ความเป็นไทย และสิ่งแวดล้อม โดยต้นทุนชุดใหม่นี้ต่ำกว่าชุดเดิมเล็กน้อย

นายชาย กล่าวอีกว่า ชุดยูนิฟอร์มเดิมของพนักงานนั้น ขณะนี้บริษัทฯ ได้เปิดให้พนักงานนำชุดที่ใช้แล้วมาคืน เพื่อนำมาใช้ในการผลิตเสื้อโปโล เดิมตั้งเป้าจะได้รับประมาณ 2 ตัน แต่เมื่อเปิดรับปรากฏว่าได้รับมาประมาณ 10 ตัน ซึ่งบริษัทก็ได้นำชุดที่ได้รับไปปั่น และขึ้นทอใหม่เป็นเสื้อโปโล โดยขณะนี้เริ่มทยอยแจกให้พนักงานแล้ว อย่างไรก็ตาม เป้าหมายต่อไปของบริษัทฯ คือไม่ให้มีแผ่นพลาสติกป้ายติดอยู่บนขวดน้ำ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในหลากหลายมิติ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานด้วยการนำเครื่องบิน และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากภาคการเกษตรของเกษตรกรชาวไทย เป็นต้น

นายชาย กล่าวด้วยว่า สำหรับชุดเครื่องบินของพนักงานในส่วนอื่นๆ ขณะนี้บริษัทฯ ก็มีแผนที่จะปรับปรุงใหม่ด้วย โดยอยู่ระหว่างการออกแบบ อาทิ ชุดเชฟ และชุดพยาบาล เป็นต้น โดยแต่ละชุดที่ออกแบบนั้นมีคอนเซปต์ว่า ต้องใส่แล้วสามารถดูแลผู้โดยสารได้อย่างสะดวก, เป็นชุดที่เน้นความยั่งยืน, ต้องใส่สะดวก ซักง่าย และนำเครื่องแบบเก่ามาผลิตเป็นเส้นใยใหม่ขึ้นมา ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทฯ มีชุดเครื่องแบบมาแล้ว 160 แบบ



