สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ว่ากระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลออกแถลงการณ์ เป็นคำสั่งของนายอีไล โคเฮน รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ให้เจ้าที่การทูตทั้งหมดของอิสราเอล ซึ่งได้รับคำสั่งให้ประจำการในตุรกี “ประเมินและพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ” และขอให้เดินทางกลับไปยังอิสราเอล
ทั้งนี้ อิสราเอลเรียกตัวบุคลากรการทูตทั้งหมดในตุรกี และอีกหลายประเทศที่อยู่ใกล้เคียง ให้เดินทางกลับ นับตั้งแต่สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสปะทุ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่การทูตทั้งหมดของอิสราเอลเดินทางออกจากตุรกีแล้ว เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา
ด้านแหล่งข่าวในกระทรวงการต่างประเทศตุรกีให้ความเห็นว่า “ไม่เข้าใจ” ว่าคำสั่งดังกล่าวของรัฐบาลอิสราเอล หมายถึงการเรียกตัวบุคลากรการทูตคนใดให้เดินทางกลับอีก

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวของกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลได้รับการเผยแพร่ ภายในเวลาไม่กกี่ชั่วโมง หลังประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน ผู้นำตุรกี ปราศรัยที่เมืองอิสตันบูล เรียกอิสราเอลว่า “เป็นผู้ยึดครอง” และ “เป็นอาชญากรสงครามซึ่งต้องการกำจัดชาวปาเลสไตน์”
"You are an occupier, an organisation,"
— TRT World (@trtworld) October 28, 2023
Turkish President Erdogan addresses Israel at the Great Palestine Rally in Istanbul, pointing out the occupation that began in 1948 on Palestinian land pic.twitter.com/J21UYkNjD1
ขณะเดียวกัน เออร์โดกันกล่าวว่า จริงอยู่ที่ทุกประเทศ “มีสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมาย” ในการป้องกันตนเอง แต่การกระทำของอิสราเอลในฉนวนกาซา “คือการสังหารหมู่” และผู้นำตุรกียกเลิกกำหนดการเยือนอิสราเอล เพื่อประท้วง “การทำสงครามซึ่งไร้มนุษยธรรม”
อนึ่ง อิสราเอลและตุรกีบรรลุข้อตกลงเมื่อเดือนส.ค. 2565 ว่าจะยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศ ให้กลับคืนสู่ “ระดับปกติอีกครั้ง” เพื่อส่งเสริมและขยายขอบเขตความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี “ในทุกมิติ” หลังเนรเทศเอกอัครราชทูตกันและกัน เมื่อปี 2561 จากเหตุชาวปาเลสไตน์ประท้วงครั้งใหญ่ ต่อการที่สหรัฐย้ายสถานเอกอัครราชทูตจากกรุงเทลอาวีฟ มายังนครเยรูซาเลม.
เครดิตภาพ : AFP



