สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ว่าผลการศึกษาวิจัยโดย “เอดดาต้า” (AidData) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยและติดตามการพัฒนาทางการเงิน ของวิทยาลัยวิลเลียมและแมรี ในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐ ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่จีนริเริ่มและดำเนินการโครงการพัฒนา หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (บีอาร์ไอ) มีการมอบความช่วยเหลือในอย่างน้อย 165 ประเทศ คิดเป็นเกือบ 21,000 โครงการ
ทั้งนี้ ประเทศที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นประเทศรายได้ปานกลางลงไปจนถึงรายได้ต่ำ และได้รับความช่วยเหลือทางการเงินรวมกันเป็นมูลค่าราว 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 2.84 ล้านล้านบาท) ขณะที่สหรัฐมอบความสนับสนุนให้แก่กลุ่มประเทศเหล่านี้ราวปีละ 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น (ราว 2.13 ล้านล้านบาท)
ในช่วงแรกของการดำเนินงาน กลุ่มประเทศเหล่านี้จะได้รับความช่วยเหลือในรูปแบบของสินเชื่อ เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของเงินกู้เหล่านั้น เข้าสู่ช่วงเวลาของการชำระคืนเงินต้นแล้ว และตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มพุ่งขึ้นถึง 75% ภายในช่วงสิ้นทศวรรษนี้
China owed more than US$1 trillion in Belt and Road debt: Report https://t.co/NWqvhtot8H pic.twitter.com/CFaR7yj393
— CNA (@ChannelNewsAsia) November 7, 2023
ตัวเลขที่ออกมา ส่งผลให้จีนกลายเป็นประเทศซึ่งอยู่ในสถานะ “เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก” ด้วยมูลค่าอย่างน้อย 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 35.52 ล้านล้านบาท) โดย 80% ของเส้นทางการเงิน เป็นการให้ความช่วยเหลือประเทศซึ่งกำลังประสบปัญหาในเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้น มูลค่าหนี้ดังกล่าวยังไม่รวมดอกเบี้ย ที่จีนทำข้อตกลงกับแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไปด้วย
แม้ฝ่ายสนับสนุนโครงการบีอาร์ไอชื่นชมแผนพัฒนาของจีน ว่านำความเจริญและการพัฒนามาสู่กลุ่มประเทศซีกโลกใต้ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการวิจารณ์จากหลายฝ่าย เกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการที่คลุมเครือในหลายประเด็น ส่งผลให้หลายประเทศต้องขอปรับเปลี่ยนข้อตกลงใหม่ เมื่อระยะเวลาผ่านไป และต่อให้จีนอัดฉีดเงินทุนเข้าสู่โครงการนี้เพิ่มอีก แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลปักกิ่งต้องจัดสรรเงินเพื่อพยุงภาระหนี้สินของประเทศที่เข้าร่วมเช่นกัน.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



