นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที ให้การดำเนินการ เพื่อให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในปี 68 รายได้จะลดลง จากการหมดใบอนุญาตคลื่นความถี่ กับ กสทช. โดยประกอบด้วย  7 นโยบาย คือ  1. ปรับองค์กรให้ทันสมัย มีขนาดที่กับสภาพธุรกิจ และรัฐวิสาหกิจของประเทศ ซึ่งบอร์ดมีแผนอยู่แล้ว 2. ลดการลงทุนที่มีความซ้ำซ้อน จากการควบรวม เช่น สถานที่ทำงาน 3. การลงทุน 5 จี คลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ ต้องคุ้มค่า รวมถึง 5 จี คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ต้องให้บอร์ดพิจารณาก่อน และขยายลูกค้าในรัฐวิสาหกิจด้วยกัน

4. คลาวด์กลางภาครัฐ  หลังมติ ครม. อนุมัติงบประมาณ  6,200  ล้านบาทแล้ว  ให้ดำเนินการทำต่อเนื่อง และให้บริการกับหน่วยงานรัฐ ที่ได้ตั้งงบประมาณหมี่นกว่าล้าน ให้มาทำกับเอ็นที ด้วยราคาที่เป็นธรรม เพื่อให้หน่วยงานรัฐได้ใช้งานคลาวด์  คาดว่าจะช่วยรัฐลดค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อยกว่า 30%  5. ให้เอ็นที เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีครอบคลุมอยู่แล้ว เช่น เน็ตประชารัฐ  และ ศูนย์ AOC 

6.การบริหารสินทรัพย์ที่มีมูลค่า 2 แสนล้านบาท ทั้งเสาโครงข่าย ที่ดิน เพื่อทำเป็นรายได้ ให้เกิดประโยชน์ 3 % ของ 2 แสนล้าน ก็จะมีรายได้เพิ่ม 6,000 ล้านบาท  พร้อมสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในตลาดมือถือ  และหารายได้จากธุรกิจที่คู่แข่ง ไม่มี ซับมารีนเคเบิล ฯลฯ และ 7.สรรหาบอร์ดชุดใหม่ให้ครบ  เพื่อพิจารณานโยบายที่สำคัญ ส่วนสัญญาต่างๆ ที่สำคัญ ควรชะลอไว้ก่อน รอให้มีบอร์ดครบเพื่อพิจารณา

นายประเสริฐ  กล่าวต่อว่า ในเรื่องบอร์ดใหม่ คาดว่าจะได้ผู้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใน 1-2 เดือนนี้ ส่วนที่มีกระแสข่าวรายชื่อ 7 รายนั้น ยังเป็นรายชื่อที่ต้องผ่านการคัดกรองตรวจสอบคุณสมบัติก่อน ส่วนที่มองว่าเป็นคนพรรคเพื่อไทยหมดนั้น ขอให้มองที่ประสบการณ์ และความรู้ความสามารถ  ซึ่งเอ็นทีมีการตรวจสอบคุณสมบัติอยู่แล้ว คาดว่าจะมีการเสนอบอร์ดในการประชุมวันนี้ (15 พ.ย.)  สำหรับเรื่องการทำธุรกิจ 5 จี คลื่น 700  เมกะเฮิรตซ์ นั้น ไม่ได้มีนโยบายให้ชะลอ เพียงแต่ว่าให้ดูการลงทุนอันไหนซ้ำซ้อน ก็ให้พิจารณา และต้องมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน และเสนอให้บอร์ดใหม่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดก่อน

ด้าน พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็นที กล่าวว่า ในการดำเนินโครงการ 5 จี คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์  ที่ผ่านมาล่าช้าไป 2 ปี และเสียค่าใบอนุญาตไป 6,600 ล้านบาท เนื่องจากบอร์ดในช่วงปี 62-63 เห็นว่าจะสามารถทำธุรกิจได้ และมีพาร์ทเนอร์จากต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน แต่เมื่อมีการควบรวมธุรกิจกับ ทีโอที มีการชะลอการลงทุนพาร์ทเนอร์จากต่างประเทศไม่สนใจลงทุนแล้ว ผ่านมา 2 ปี บอร์ดชุดปัจจุบัน มองว่า ควรเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ หากดำเนินการเองจะขาดทุน จึงได้เปิดให้เอกชนเข้ามาเสนอแบ่งคลื่นความถี่ และแชร์ริ่งเสาสัญญาณ ทำให้เอ็นที ไม่ต้องลงทุนเองทั้งหมด ประหยัดงบประมาณได้กว่า 2 หมื่นล้านบาท

“คลื่น 5 จี คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ มีแผนธุรกิจทั้งระยะสั้นแล้ว และกำลังทำแผนระยะยาว  โดยสามารถรองรับการให้บริการลูกค้ามือถือ ได้สูงสุด 4 ล้านราย  จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 2.5 ล้านราย และรองรับการให้บริการกรณีที่คลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ 2100 เมกะเฮิรตซ์  และ 2300  เมกะเฮิรตซ์  ที่จะหมดอายุใบอนุญาตในปี 68 ด้วย  ซึ่งหากถึงปี 68  แล้ว กสทช. มีแผนนำคลื่นความถี่ที่หมดอายุใบอนุญาตดังกล่าว กลับมาประมูล ก็มีความสนใจที่จะประมูล อาจเป็นคลื่น 3500 เมกะเฮิรตซ์   850 เมกะเฮิรตซ์  และ 2100 เมกะเฮิรตซ์  ก็ได้ เพื่อมาสร้างความแข็งแกร่งให้เครือข่ายในการให้บริการ แต่ทั้งนี้ต้องรอดูเงื่อนไขของ กสทช. และความเหมาะสมต่างๆ ทั้งหมดก่อน” พันเอก สรรพชัยย์ กล่าว