เปิดใจครั้งแรกของนักร้องสาว “แจม เนโกะจัมพ์” หรือ “แจม ชรัฐฐา” ถึงการตัดสินใจผิดพลาดในชีวิต หลังออกจากวงการเพื่อทุ่มเทกับชีวิตคู่ แต่ความรักกลับล้มเหลว จนทำให้เป็นโรคซึมเศร้า หลั่งน้ำตาเผยเคยคิดสั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ สุดท้ายเกิดจุดเปลี่ยนและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นได้

แจม เผยว่า “ตอนที่เราเป็นโรคซึมเศร้า เราจะไม่ได้ตื่นเช้ามาอีกวันหนึ่ง แล้วเราสามารถรู้ได้ว่าฉันผิดปกติ ฉันต้องไปหาหมอ ฉันเป็นซึมเศร้าหรืออะไร คืออาการมันก็จะมาอยู่เรื่อยๆ ค่อยๆ เป็นขึ้นมาโดยที่เราไม่รู้ตัว บุคลิก นิสัยหรือว่าการที่เราเปลี่ยนพฤติกรรม มันค่อยๆ เปลี่ยนไปโดยที่เราไม่รู้เลย รู้สึกว่าไม่สามารถพบปะผู้คนได้ ไม่อยากเจอใคร งานก็ไม่อยากรับ ไม่อยากเจอแฟนคลับ หรือแม้กระทั่งเพื่อน เราไม่คุยกับใครเลยเหมือนเราเก็บตัว ตื่นเช้ามานอนอยู่บนเตียงเฉยๆ ไม่ทำอะไร อันนั้นคือจุดเริ่มต้นที่เป็นแต่เราไม่รู้ โตมาขนาดนี้แล้วผ่านเหตุการณ์ในชีวิตเยอะแยะ ปกติแล้วเราสามารถรับมือได้ด้วยเหตุผลต่างๆ แต่ว่าช่วงที่เป็นเราไม่มีเหตุผลเลย ไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้เลย จะรู้สึก ‎Negative รู้สึกไร้ค่า เหมือนว่าเราอยากจะตาย (เสียงสั่น ร้องไห้) ซึ่งเป็นความคิดที่แย่มากๆ ทำให้ครอบครัวผิดหวัง จากการที่เราไม่ยอมลุกมาทำงาน ไม่รับงานเลยค่ะ อยู่แต่กับบ้าน ทุกคนก็พยายามเข้าหาเรา แต่เราก็ผลักไสเขาออกไป แล้วก็มารู้สึกผิดกับตัวเองอีกว่าครอบครัวช่วยเหลือเรามาขนาดนี้ คือบ้านหนูเป็นคนธรรมดา กว่าหนูจะมาเป็นดารา กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ แต่เรากลับมีความคิดแย่ๆ ไม่เอาอะไรแล้ว เลิกทุกอย่างในชีวิต”

“ช่วงชีวิตตอนนั้นมันเหมือนมืดไปหมดเลยค่ะ ทั้งๆ ที่เรามีคนรอบตัว แต่เรารู้สึกเหมือนเราอยู่ตัวคนเดียว แล้วเรารู้สึกว่าเป็นภาระให้กับทุกคน ฉันอยากที่จะหายไป อยากให้ตัวเองหายไปจากโลกนี้ทุกคนจะได้มีความสุขมากขึ้น คือมันจะเป็นความคิดแบบนั้น แล้วมันหยุดคิดแบบนั้นไม่ได้ค่ะ เรื่องราวมันสะสมจากการที่เราเคยมีชีวิตที่อยู่ในจุดที่สูงกว่านี้ ตอนที่เป็น เนโกะจัมพ์ ใช่ไหมคะ แล้วพอหลังจากนั้นเราก็เหมือนอยากจะเริ่มบทใหม่ของชีวิต คิดว่าพอแล้วกับการทำงานในวงการ เส้นทางใหม่ของเราคืออยากจะทุ่มเทให้กับการเป็นภรรยาของใครสักคนหนึ่ง อยากที่จะทุ่มสุดตัวให้กับตรงนั้น แล้วพอมันไม่ได้เกิดขึ้น เลยรู้สึกว่าเลือกทางเดินผิด ก็เลยคิดว่าสิ่งที่พ่อแม่เสียสละให้เรามาตลอด แม่เสียสละที่จะออกจากการทำงานของตัวเองเพื่อมาสนับสนุนเราแบบเต็มตัวจนมาถึงจุดนี้ แต่ว่าเราเลือกที่จะทิ้ง แล้วพอสิ่งที่คิดว่ามันดีกว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นก็เลยคิดว่าเราตัดสินใจได้แย่ ทำให้ทุกอย่างมันล้มไปหมด จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ใช่ปัญหาที่ดูเป็นเรื่องใหญ่โลกแตก”

แจม เล่าต่อว่า “แต่ว่าในสภาวะของอารมณ์ของการเป็นซึมเศร้ามันใหญ่มากๆ ในตอนนั้น คือคิดอย่างอื่นไม่ได้เลยค่ะ คือถ้าคนอารมณ์ปกติเขาจะแบบโอเคทุกคนมีปัญหาในชีวิต เราสามารถผ่านมันไปได้ เครียดหน่อยร้องไห้หน่อยเดี๋ยวมันก็จะจบ เราสามารถเดินออกจากตรงนั้นได้ แต่ว่าพอมันมีปัญหาเป็นโรคซึมเศร้า เคมีในสมองมันผิดปกติไป ทำให้เราเป็นวังวนอยู่แบบนี้แล้วออกไม่ได้เลย ตอนที่เป็นก็ไม่ได้รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร คิดว่าจะจัดการกับมันเองได้ ปล่อยให้อาการมันหนักขึ้น หนักขึ้น แล้วพอรู้เราก็ไม่กล้าที่จะบอกใคร ไม่กล้าที่จะทำอะไรกับมัน เพราะอาย ก็คือวันที่เราบอกว่า เราอยากจะหายไปค่ะ (เสียงสั่น) นอนคิดอยู่กับตัวเองว่าถ้าที่บ้านไม่มีเราดีกว่าไหม (ร้องไห้) หลังจากที่เราคิดแบบนั้น เรานอนอยู่บนเตียงแล้วก็วางโทรศัพท์เอาไว้ แล้วโทรศัพท์แจ้งเตือนขึ้นมาเป็นข้อความในแชตของครอบครัวว่า กินข้าวไหม โอเคไหม หนูรักพี่นะ ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้แล้ว ไม่อยากเป็นแบบนี้แล้ว เราเหนื่อยกับการที่จะต้องเป็นแบบนี้ตลอดเวลา เราอยากหาย ก็เลยเป็นจุดที่ตัดสินใจว่ายอมรับในสิ่งที่มันเกิดขึ้น ยอมรับในสิ่งที่มันเป็น ณ ตอนนี้ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ค่ะว่ามันคือโรคซึมเศร้า แต่รู้ว่าจิตใจเราไม่ปกติ ก็เลยตัดสินใจที่จะไปหาจิตแพทย์ รักษาอยู่ประมาณ 2 ปี ถึงรู้สึกว่าโอเคมันหายไปแล้ว ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นอีกแล้วค่ะ”