สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ว่า นายแม็กซ์ ลอว์สัน ผู้ร่วมเขียนรายงาน กล่าวว่า การต่อสู้กับวิกฤติสภาพอากาศ ถือเป็นความท้าทายร่วมกัน แต่ทุกคนในโลกกลับมีส่วนรับผิดชอบอย่างไม่เท่าเทียมกัน และนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล ต้องได้รับการปรับให้เหมาะสม

“ยิ่งคุณรวยมากเท่าไหร่ การลดการปล่อยมลพิษ ทั้งของส่วนบุคคล และการลงทุนของคุณ ก็จะทำได้ง่ายยิ่งขึ้นเท่านั้น” ลอว์สัน ระบุเพิ่มเติม

ทั้งนี้ รายงาน “Climate Equality: A Planet for the 99%” อ้างอิงจากงานวิจัยซึ่งรวบรวมโดย สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (เอสอีไอ) และตรวจสอบการปล่อยมลพิษจากการบริโภค ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มรายได้ต่าง ๆ จนถึงปี 2562

หนึ่งในการค้นพบที่สำคัญของงานศึกษาชิ้นนี้ คือ กลุ่มคนรวยที่สุดของโลก ในสัดส่วน 1% หรือคิดเป็น 77 ล้านคน  มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยมลพิษทั่วโลก ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคของพวกเขา ถึง 16% ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากกลุ่มคนยากไร้ที่สุดในโลก ราว 66% หรือประมาณ 5,110 ล้านคน

“ข้อความสำคัญซึ่งรายงานฉบับนี้สื่อถึง คือ การดำเนินการตามนโยบาย จะต้องก้าวหน้า” ลอว์สัน กล่าว “พวกเราคิดว่า หากรัฐบาลไม่ออกนโยบายด้านสภาพอากาศที่ก้าวหน้า เราก็จะไม่มีทางได้การเมืองที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้”

อนึ่ง มาตรการเหล่านี้อาจรวมถึง ภาษีสำหรับการเดินทางด้วยเครื่องบินมากกว่า 10 ครั้งต่อปี หรือภาษีสำหรับการลงทุนที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสูงกว่าภาษีสำหรับการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก

แม้รายงานในปัจจุบันมุ่งเน้นไปยังคาร์บอน ที่เชื่อมโยงกับการบริโภคของแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่รายงานก็พบว่า การบริโภคส่วนบุคคลของคนที่รวยมากนั้น อยู่ในระดับต่ำกว่าการปล่อยมลพิษที่เกิดจากการลงทุนในบริษัทต่าง ๆ.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES