สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ว่านางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวถึงสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ซึ่งยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา และกลับมาปะทุอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. หลังสงบศึกไปได้ 7 วัน ว่าจำนวนการเสียชีวิตของชาวปาเลสไตน์ในสงครามครั้งนี้ ที่ยืดเยื้อนาน 2 เดือนแล้วนั้น “มากเกินไป” และ “เป็นภาพที่หดหู่มาก”


ขณะที่ พล.อ.ลอยด์ ออสติน รมว.กลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า อิสราเอลกำลังเผชิญกับความเสี่ยงของ “การพ่ายแพ้เชิงกลยุทธ์” หากยังไม่สามารถควบคุมการเสียชีวิตของพลเรือนในฉนวนกาซาได้ โดยขยายความว่า รัฐบาลวอชิงตันเคยเตือนอิสราเอลเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วหลายครั้ง ที่รวมถึงการหลีกเลี่ยงการใช้วาทกรรมรุนแรง และการหาทางลดจำนวนการเสียชีวิตของพลเรือนในเขตเวสต์แบงก์


นอกจากนี้ พล.อ.ออสติน เน้นย้ำว่า หลักการสองรัฐยังคงเป็นหนทางเป็นไปได้มากที่สุดในเวลานี้ ที่จะสามารถคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ได้

กลุ่มควันที่เกิดขึ้นจากการสู้รบ ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส บริเวณพื้นที่ทางเหนือของฉนวนกาซา


ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส เรียกร้องประชาคมโลกร่วมกันจัดทำ “ข้อตกลงหยุดยิงอย่างยั่งยืน” เพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซาครั้งนี้ เพื่อให้ตัวประกันที่ยังเหลืออยู่ได้รับการปล่อยตัวอย่างปลอดภัย และเพื่อเปิดทางให้มีการส่งมอบความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวกนาซาเพิ่มเติม


อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล กล่าวว่า สงครามจะเดินหน้าต่อไปจนกว่าอิสราเอล “จะบรรลุเป้าหมาย” นั่นคือการกวาดล้างกลุ่มฮามาส “ให้สิ้นซาก”.

เครดิตภาพ : AFP