สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ว่า กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์ว่า ประสบความสำเร็จในการทดสอบประสิทธิภาพ เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็งที่มีการติดตั้งดาวเทียมตัวอย่าง กลางทะเลนอกชายฝั่งเกาะเชจู ที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นับเป็นความสำเร็จครั้งที่สาม ต่อจากการทดสอบ เมื่อเดือน มี.ค. และ ธ.ค. 2565
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้น หลังเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จ ในการส่งดาวเทียมสอดแนมทางทหารดวงแรก เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยดาวเทียมเดินทางขึ้นสู่วงโคจร ด้วยจรวดฟัลคอน-9 ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ซึ่งทะยานจากฐานปล่อยจรวด ภายในฐานทัพอากาศแวนเดนเบิร์ก ริมชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ทางตะวันตกของสหรัฐ
S. Korea successfully conducts test flight of solid-fuel rocket carrying satellite#Solid_fuel_space_rocket #Spacerocket #Satellite #Technology #소형위성 #고체_추진_우주_발사체 #우주로켓 #로켓 #Arirang_News #아리랑뉴스 pic.twitter.com/MsQQGmukMy
— Arirang News (@arirangtvnews) December 4, 2023
ขณะที่เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสอดแนมทางทหาร “มัลลิกย็อง-1” ซึ่งเป็นดาวเทียมสอดแนมทางทหารดวงแรกของประเทศเช่นกัน ขึ้นสู่วงโคจรสำเร็จ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา ท่ามกลางการวิเคราะห์ของหลายฝ่าย ว่ารัสเซียคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากความพยายามของเกาหลีเหนือ ในการส่งดาวเทียมสองครั้งก่อนหน้านี้ ล้มเหลวมาตลอด
หลังจากนั้น มีรายงานว่า เกาหลีเหนือยกระดับสำนักงานปฏิบัติการดาวเทียมสอดแนม ในฐานะองค์กรข่าวกรองทางทหาร โดยจะใช้พื้นที่ภายในศูนย์ควบคุม ของสำนักงานเทคโนโลยีอากาศยานแห่งชาติ (นาตา) ในกรุงเปียงยาง
นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมเกาหลีเหนือกล่าวว่า หากสหรัฐ “พยายามทำลาย” หรือสร้างความเสียหายให้กับ “ทรัพยสินบนอวกาศ” ของเกาหลีเหนือ ถือเป็น “การประกาศสงคราม” และจะตอบโต้ด้วยการ “ทำลาย” บรรดาดาวเทียมของสหรัฐที่โคจรอยู่นอกโลก จากกรณีสื่อท้องถิ่นหลายแห่งของสหรัฐ รายงานโดยอ้างเป็นคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลวอชิงตัน ว่าสหรัฐ “ไม่สามารถเพิกเฉยต่อศักยภาพด้านอวกาศของศัตรูได้” และกองทัพสหรัฐสามารถ “บ่อนทำลายประสิทธิภาพ และความร้ายกาจของกองกำลังฝ่ายตรงข้ามได้ในทุกมิติ”.
เครดิตภาพ : AFP





