ส่อเค้าลางว่าจะ “วิกฤติ”เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับปัญหา “ฝุ่นละออง PM 2.5” ที่สูงเกินมาตรฐาน ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยในขณะนี้!!
ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงปลายปียังไม่เข้าฤดูร้อน แต่ “ฝุ่นละออง PM 2.5” ก็เริ่มสร้างความเดือดร้อน ปกคลุมไปแทบทุกภูมิภาคของประเทศ จนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต้องออกมาเร่งแก้ไขเพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชน!!
อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่สูงเกินมาตรฐาน ก่อกำเนิดมาจากการเผาในที่โล่งแจ้ง เพื่อใช้พื้นที่ทำการเกษตร และการเกิด “ไฟป่า” การปล่อยมลพิษของยานยนต์ การก่อสร้างต่างๆ ฯลฯ

ฝุ่นละออง PM 2.5 ที่สูงเกินมาตรฐาน นอกจากทำให้เกิดมลพิษต่อเมืองแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งอาจต้องเสี่ยง “ปอดพัง” เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ขณะเดียวกันยังส่งผลต่อทัศนวิสัยในการคมนาคมขนส่ง ถึงเวลาแล้วรึยัง? ที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง!!
วันนี้จะพามารู้จักหนึ่งในแพลตฟอร์มที่น่าจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาในเรื่อง “ฝุ่น-ควัน” PM 2.5 สูงเกินมาตรฐานได้ ซึ่งก็คือ โครงการการพัฒนา “แพลตฟอร์มไอโอทีสำหรับการเฝ้าระวังไฟป่าและมลพิษทางอากาศด้วยเทคโนโลยีโลล่า” ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)

“ดร.อดิสรณ์ เลิศสินทรัพย์ทวี” จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ AIT ทีมคณะวิจัยของโครงการ บอกว่า ได้เกิดแนวคิดในการพัฒนาแพลตฟอร์มไอโอที มาช่วยเฝ้าระวังไฟป่าและมลพิษทางอากาศ ในชื่อ แพลตฟอร์ม “www.วัดฝุ่น.ไทย” ที่เป็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีคลื่นความถี่ต่ำ “โลล่า” เพื่อก้าวข้ามปัญหาการป้องกันไฟป่าในประเทศไทย
ซึ่งจากการวิจัยพบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าไม่ค่อยได้ผลเพราะการแจ้งเตือนการเกิดไฟป่าค่อนข้างล่าช้าและไม่ทัน และแต่เดิมการเฝ้าระวังไฟป่าทำโดยชาวบ้านที่เป็นอาสาสมัครเดินเท้าเข้าป่าสำรวจ และสังเกตความผิดปกติจากกลุ่มควันที่ลอยขึ้นมา ซึ่งค่อนข้างยากลำบากเพราะบางแห่งอยู่ลึกมาก ยากแก่การเข้าไปถึง

ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่สถานีควบคุมไฟป่าก็จะอาศัยข้อมูลจากระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ที่ได้จากการบันทึกตำแหน่งความร้อน (hot spot) จากระบบดาวเทียม ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งต่อเพื่อทำการวิเคราะห์และประมวลผล หากพบว่าพื้นที่นั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่า หรือมีไฟป่าเกิดขึ้นแล้ว ก็จะแจ้งข้อมูลต่อไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าทำการระงับเหตุ แต่เนื่องจากดาวเทียมโคจรพาดผ่านประเทศไทยเพียง 2 ครั้งต่อวัน ทำให้การรายงานข้อมูล ไม่ต่อเนื่องและไม่ Real time การวิเคราะห์ข้อมูลและแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่จึงเกิดความล่าช้าครึ่งวัน-1 วัน ส่งผลให้หลายครั้งไม่สามารถเข้าระงับเหตุได้ทันเวลา
ส่วนเครื่องมือตรวจวัดมลพิษทางอากาศของกรมควบคุมมลพิษที่สามารถรายงานคุณภาพอากาศ เช่น ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 และก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ได้อย่างต่อเนื่องและค่อนข้าง Real Time ตัวเครื่องมีงบประมาณสูงทำให้จำนวนเครื่องตรวจวัดไม่เพียงพอ ไม่สามารถนำไปติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลได้
“ดร.อดิสรณ์” บอกต่อว่า การทำงานของแพลตฟอร์ม หลัก ๆ จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์เซ็นเซอร์ ที่วางไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อตรวจวัดคุณภาพอากาศ จากนั้นจะส่งข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มไอโอทีมารวบรวมไว้ ในฐานข้อมูลบนคลาวด์ เพื่อนำมาวิเคราะห์เชิงลึกด้วยเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อให้สามารถทราบสาเหตุและชนิดของกลุ่มหมอกควันและนำมาพัฒนาเป็นโมเดลในการตรวจจับไฟป่าสำหรับแจ้งเตือนภัยโดยรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าระงับเหตุได้ทันท่วงทีนอกจากนี้ยังสามารถรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศเพื่อเตือนภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลพิษทางอากาศและวิกฤติหมอกควันได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามพื้นที่ป่าหลายแห่งอยู่ในพื้นที่อับสัญญาณ ไม่มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึง ทำให้ไม่สามารถติดตั้งเซ็นเซอร์ได้ จึงขอรับทุนสนับสนุนเพื่อนำเทคโนโลยี “โลล่า” (LoRa) มาช่วยในการส่งข้อมูลจากพื้นที่เสี่ยงภัยที่อาจจะเกิดไฟป่า
“ดร.อดิสรณ์” บอกว่า LoRa หรือ LoRaWAN เป็นเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย สามารถส่งสัญญาณทางไกล ได้ไกลถึง 10-15 กิโลเมตร ทำงานอยู่บนย่านความถี่ 920-925 MHz ที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช.ซึ่งเป็นคลื่นวิทยุที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อรองรับกับการรับ-ส่งสัญญาณในระดับที่ต่ำมาก โดยนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับแพลตฟอร์มไอโอที ทำให้สามารถติดตั้งอุปกรณ์ไอโอที หรือเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศได้ในพื้นที่ที่ห่างไกลที่ไม่มีทั้งอินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าได้ อุปกรณ์ยังมีราคาไม่แพง ติดตั้งง่าย และสามารถตรวจวัดคุณภาพอากาศได้แบบเรียลไทม์
“ความท้าทายอยู่ตรงที่จะออกแบบอุปกรณ์อย่างไรให้มีเสถียรภาพ ทนทาน สามารถเข้าไปอยู่ในป่าลึกๆ ได้ และถ้าเกิดความเสียหายขึ้นจะทำอย่างไรให้อุปกรณ์ฟื้นตัวกลับมาด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปแก้ไข เพราะการเข้าพื้นที่ต้องใช้เวลาเดินเท้า 2-3 ชั่วโมง ซึ่งได้พัฒนาอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับแอปพลิเคชันและเหมาะสมกับการใช้งานอีกด้วย ปัจจุบันได้เริ่มมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศไปแล้วมากกว่า 100 จุด ในเขตพื้นที่ป่า พื้นที่อุทยาน ชุมชนชนบทที่ได้รับผลกระทบจากควันไฟป่า ครอบคลุมหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย ลำพูน และตาก เป็นต้น” “ดร.อดิสรณ์” ระบุ

สุดท้าย “ดร.อดิสรณ์” บอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้แพลตฟอร์มสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง และเกิดความยั่งยืน คือ ความร่วมมือร่วมใจของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งทีมงานจะเข้าไปติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ จะมีการประสานงานไปยังชุมชนก่อน และอบรมให้ความรู้แก่ชุมชนเกี่ยวกับการทำงานของอุปกรณ์ การติดตั้ง และการดูแลรักษา ทำให้ชุมชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ช่วยเฝ้าระวังเป็นหูเป็นตา และช่วยดูแลรักษาอุปกรณ์ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการเกิดความยั่งยืน
นับเป็นการนำเอาเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดข้อจำกัดด้านต่างๆ เพื่อช่วยให้การแก้ปัญหานี้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น!?!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



