เมื่อเวลา 12.15 น. วันที่ 19 ธ.ค. ที่สำนักงาน กสทช. จัดแถลงข่าวเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาผู้บริโภคในเรื่องอัตราค่าบริการ คุณภาพสัญญาณ และแพ็กเกจการให้บริการหลังการรวมธุรกิจระหว่าง ทรู-ดีแทค โดย พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เลขานุการประจำประธาน กสทช. ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำประธาน กสทช. ด้านกฎหมาย และนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. ทำหน้าที่รักษาการเลขาธิการ กสทช. หลังจากที่สภาองค์กรของผู้บริโภค และเครือข่ายผู้บริโภคได้ออกมาเรียกร้องว่า หลังควบรวมของทั้งสองบริษัท ทางผู้บริโภคประสบปัญหา เรื่อง คุณภาพสัญญาณที่ลดลง และราคาบริการที่แพงขึ้น
พ.ต.อ.ประเวศน์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากที่มีข่าวร้องเรียนเรื่องคุณภาพสัญญาณและราคาค่าบริการ จากกลุ่มองค์กรผู้บริโภค จึงมาแถลงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ชัดเจน ซึ่งเริ่มที่กระบวนการติดตามการดำเนินการเรื่องควบรวม ทรู-ดีแทค โดยมีกำหนดเงื่อนไขหลังควบรวมทั้งสิ้น 19 ข้อ ซึ่งที่ผ่านมา จาการตรวจสอบติดตาม ทางบริษัทได้ดำเนินการในระยะเวลาที่กำหนด มีเพียงเรื่องเดียว คือ การตั้งคณะกรรมการหรือว่าจ้างที่ปรึกษามาประเมินเรื่องราคาและคุณภาพตามเงื่อนไข ซึ่งติดที่คณะกรรมการหมดอายุ และได้ขยายระยะเวลาอายุของอนุกรรมการชุดนี้แล้ว
ด้าน นายไตรรัตน์ กล่าวว่า ประเด็นหลักๆ ที่พูดถึง เป็นหัวข้อราคาค่าบริการเฉลี่ยลดลง 12% โดยเฉลี่ยราคาใหม่ ซึ่งทางทรูได้ส่งมาให้ตรวจ และการสุ่มตรวจ ไม่ใช่การลดราคาจากราคาในต้องตลาด จะเป็นแพ็กเกจที่คนใช้เจำนวนมากแล้วถัวเฉลี่ย ส่วนแพ็กเกจ 299 บาท ที่หายไปนั้น แต่ราคานี้ยังอยู่ ซึ่งก่อนหมดแพ็กเกจ ผู้ให้บริการจะมีการส่งเอสเอ็มเอสมาถาม จะต่อหรือไม่ ส่วนลูกค้ารายใหม่ บริษัทอาจไม่โชว์เป็นการทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องการตลาด แต่ยืนยันราคาเฉลี่ยลงลง 12% แน่นอน
“เรื่องราคาเฉลี่ยลงลง 12% จะมีการนำเสนอให้บอร์ดพิจารณา แต่ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการฯ ได้หมดอายุลง แต่สำนักงานฯ ก็ได้ทำงานตลอด และมีการรับเรื่องจากเอกชน ซึ่งทางสำนักงานฯ จะมีการยำเสนอข้อมูลผ่านอนุกรรมการ เพื่อเสนอในการประชุมบอร์ดต่อไป” นายไตรรัตน์ กล่าว
เรื่องที่ 2 คุณภาพสัญญาณ เงื่อนไขระบุไว้ว่า บริษัทต้องไม่ลดเซลล์ไซต์ หรือสถานีฐาน และรักษาคุณภาพ ตามประกาศ กสทช. อย่างเคร่งครัด ซึ่งจากการตรวจสอบบริษัท มีการแชร์เสาวิทยุกัน โดยการเคลื่อนย้ายเซลล์ไซต์ ได้ตำแหน่งใหม่ เพื่อให้บริการในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น และให้คุณภาพสัญญาณดีขึ้น และเพื่อลดการร้องเรียนเรื่องการตั้งเสาในชุมชน เรื่องมลพิษ แต่ไม่มีการแจ้งผู้บริโภคบริเวณนั้น จึงได้ทำการตำหนิไป และให้จัดทำแผนการย้ายเซลล์ไซต์ทั้งหมดมาที่ กสทช. และทำความเข้าใจและแจ้งกับประชาชนบริเวณนั้นๆ หลังจากนั้นก็จะส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบสัญญาณต่อไป

“การตรวจสอบที่ผ่านมา เป็นไปตามมาตรฐาน ตรวจครบทุกค่าย ซึ่งหากการย้ายเซลล์ไซต์ในพื้นที่ใด แล้วส่งผลให้คุณภาพลดลง และส่งผลกระทบต่อการใช้บริการ ขอให้ประชาชนบริเวณนั้น แจ้งมายัง กสทช. เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบ และแจ้งให้ผู้ให้บริการแก้ไขต่อไป”
นายไตรรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องที่ 3 การจ้างที่ปรึกษา ทางทรูได้ส่งมาให้ และนำเรื่องเข้าบอร์ด กสทช. และได้มีมติให้ อนุกรรมการติดตามตรวจสอบและประเมินตามมาตรการเยียวยาหลังการควบรวมพิจารณา ซึ่งทางอนุกรรมการฯ ได้กำหนดให้ ทีโออาร์ใหม่ แต่อายุอนุกรรมการหมดลง เมื่อ 2 พ.ย. แต่บริษัทได้ส่งเรื่องทีโออาร์ใหม่กลับมาที่อนุกรรมการ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ทำให้เรื่องยังค้างอยู่ที่อนุกรรมการ แต่เป็นช่องว่างที่ยังไม่มีเรียกประชุม
สำหรับเรื่องที่เป็นข่าว ก่อนควบรวมมีเรื่องร้องเรียน 500 เรื่อง แต่หลังควบรวม มีเพิ่มเป็น 600 เรื่องนั้น เมื่อแบ่งแยกแล้วเป็นเรื่องร้องเรียนคุณภาพสัญญญาณเพียง 17 เรื่อง นอกนั้นเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น เอสเอ็มเอสกวนใจ เป็นต้น
“สำนักงาน กสทช. ไม่ได้นิ่งเฉย ดำเนินการตลอด อะไรที่ทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อนจะไม่ทำ ในฐานะเป็นผู้กำกับดูแล จะดูแลเรื่องตลาด เรื่องการแข่งขัน และผู้บริโภคให้เป็นธรรมกับทุกฝ่ายแน่นอน” นายไตรรัตน์ กล่าว
ด้าน พ.ต.อ.ประเวศน์ กล่าวอีกว่า สำหรับข่าวที่ออกมาที่เป็นข้อมูลของประธานอนุกรรมการผู้บริโภค และเป็นประธานอนุกรรมการติดตามฯ ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้ทั้งบอร์ด 4 ท่าน ทำเรื่องเสนอประธาน กสทช. นำเรื่องเข้าที่ประชุมนั้น เรื่อง ทรู-ดีแทค ได้ถูกบรรจุในวาระการประชุมมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมาได้มีการประชุมบ้าง ไม่ได้ประชุมบ้าง ซึ่งประธาน กสทช. ได้บรรจุทุกครั้งแล้ว แต่การประชุมครั้งที่ผ่านๆ มา ยังไม่มีการพิจารณา ซึ่งในการประชุมบอร์ด พรุ่งนี้ (20 ธ.ค.) จะมีการหยิบเรื่องนี้มาหารือ
“เรื่องบอร์ดล่ม และเรื่องประชุมวันพรุ่งนี้ ทางประธาน กสทช. ได้ส่งหนังสือถึงบอร์ดทุกคนว่า จะมีการประชุมอีก 2 ครั้งปีนี้ ได้กำหนด เป็นวันที่ 25 และ 26 ธ.ค. นี้ คิดว่าจะเข้าประชุมกันครบทุกคน เพราะไม่ได้แจ้งติดธุระกันมา และเชื่อว่าวาระที่ค้างอยู่จะได้รับการพิจารณาจนหมดในปีนี้” พ.ต.อ.ประเวศน์ กล่าว



