เมื่อวันที่ 4 ม.ค. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม เป็นประธานเปิดงาน “ปวารณา” สานพลังการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พุทธศักราช 2566 “ธรรมมรรคาสู่ระบบสุขภาพที่สมดุล” โดยมี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และผู้แทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสารธารณสุข สถาบันบรมราชชนก กรมอนามัย กรมการแพทย์ กรมการศาสนา แพทยสภา สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และเครือข่ายพระสงฆ์สาธารณสงเคราะห์ ร่วมปวารณา สานพลังการขับเคลื่อนธรรมนูญพระสงฆ์แห่งชาติ ที่พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนฯ

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กล่าวสัมโมทนียกถา ว่า ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งที่ สมเด็จอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ประธาน มส. ได้ลงพระนาม ประกาศธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2566 เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2566 และ มส. รับทราบธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ทั้งยังมอบให้คณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ของ มส. ให้การอนุเคราะห์สนับสนุน การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพระสงฆ์ คณะสงฆ์ และการสาธารณสงเคราะห์ให้กับชุมชนและสังคม สมเด็จพระบรมศาสดา ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตน ให้ถึงพร้อมด้วยธรรมนานาประการ จากระดับหยาบ จนถึงขั้นความละเอียด มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาตามหลักภาวนา 4 ได้แก่ 1.กายภาวนา การพัฒนาด้านกาย ให้เกิดเป็นกุศลกรรม 2.สีลภาวนา คือการเจริญศีล พัฒนาความประพฤติอยู่ร่วมกับผู้อื่นและเกื้อกูลระหว่างกัน 3.จิตภาวนา คือ การเจริญทางด้านจิตใจ ให้เกิดความมั่นคงโดยมีคุณธรรมเป็นที่ตั้ง และ 4.ปัญญาภาวนา คือ การเจริญปัญญา ให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นตามความเป็นจริง นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในทุกประการ

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กล่าวต่อไปว่า ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2566 นับเป็นฉบับที่ 2 ของการขับเคลื่อนระบบสุขภาพ ภายใต้ร่มบวรพระพุทธศาสนาของพุทธบริษัท โดยมีพระสงฆ์และวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชนและสังคม ดังนั้นการนำหลักภาวนา 4 เป็นหัวใจของการพัฒนา จึงเป็นการนำหลักการสำคัญ คือ “การใช้หลักธรรม นำทางโลก” มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งพระสงฆ์ และชาวบ้านในชุมชน มีความเกี่ยวโยงกับนิยามสุขภาพของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่ครอบคลุมมิติสุขภาพกาย จิต สังคม และปัญญา โดยการทำงานร่วมกันของคณะสงฆ์ หน่วยงาน องค์กร และภาคีเครือข่ายทั้งในระดับนโยบาย และระดับพื้นที่ สำหรับพระสงฆ์ที่ได้มีส่วนในการดำเนินการด้านสุขภาวะ ขอให้ประสานงานกับเจ้าคณะผู้ปกครองที่ได้สังกัด เพื่อให้เจ้าคณะผู้ปกครองได้รับรู้รับทราบ และร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อให้การดำเนินการบรรลุเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม ขออนุโมทนาขอบคุณคณะรัฐบาล หน่วยงาน องค์กร เครือข่ายร่วมขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ที่ได้ร่วมกันปวารณาในส่วนกุศลกรรม ช่วยกันในการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ ด้วยการอุปัฏฐากดูแลสุขภาพพระสงฆ์ ตลอดจนการส่งเสริมให้พระสงฆ์ได้มีบทบาทในการปฏิบัติศาสนกิจ การสาธารณสงเคราะห์ ด้านสุขภาพแก่ชุมชนและสังคม อันเป็นการเกื้อกูล เป็นไปตามหลักพระธรรมวินัย

ด้าน น.ส.ชุติญา แก้วมณี รอง ผอ.พศ. กล่าวว่า สำหรับโครงการที่มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคี ภายใต้ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ พ.ศ. 2566 เช่น 1.โครงการส่งเสริมพระคิลานุปัฏฐาก 2.การจัดทำสมาร์ตการ์ดของพระภิกษุสามเณร เพื่อให้สามารถได้รับบริการสาธารณสุขและสิทธิประโยชน์ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 3.โครงการสังฆาภิบาลเพื่อพระสงฆ์อาพาธ ส่งเสริมให้วัดมีอาคาร สถานที่ ในการสังฆาภิบาลดูแลพระสงฆ์อาพาธ 4.โครงการส่งเสริมพระคิลานธรรม พระสงฆ์จิตอาสาที่ทำงานด้านการเยียวยาความสูญเสีย และดูแลจิตใจผู้ป่วยและญาติ ทั้งในโรงพยาบาลและในชุมชน 5.โครงการพระบริบาลภิกษุไข้ เพื่อพัฒนาพระภิกษุสงฆ์ให้มีความรู้และทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และทักษะในการบริบาลพระภิกษุไข้ ซึ่งได้บูรณาการร่วมกับหลักสูตรพระคิลานุปัฏฐาก เป็นต้น