นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การต่างประเทศ ในฐานะประธานกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) พิจารณาทบทวนปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของประเภทภาพยนตร์ พ.ศ. 2552 เนื่องจากเป็นกฎกระทรวงที่ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน จึงควรทบทวนปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทำให้การรับชมภาพยนตร์เปลี่ยนแปลงไป และประชาชนมีช่องทางเลือกรับชมภาพยนตร์ผ่านสื่อต่างๆ นอกเหนือจากการรับชมผ่านโรงภาพยนตร์ อีกทั้งปัจจุบันมีผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์มีความกังวลเกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ อย่างไรก็ตาม กฎกระทรวงฉบับดังกล่าว มีเจตนารมณ์สำคัญที่จะเป็นเครื่องมือสำหรับให้คำแนะนำในการชมต่อพ่อแม่หรือผู้ปกครองในการเลือกรับชมภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับวัยของผู้รับชม ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับข้อมูลอย่างเหมาะสมกับวุฒิภาวะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลอันไม่พึงประสงค์ต่อเด็กเยาวชน ซึ่งในการจัดระดับความเหมาะสมของเนื้อหาของประเทศไทย พิจารณาจากเรื่องเพศ ความรุนแรง ภาษา และประเด็นอ่อนไหวอื่น ๆ เช่น ความมั่นคง ยาเสพติด ศาสนา ลัทธิความเชื่อ คำสั่งสอน เป็นต้น จึงมีมติให้ สวธ. ไปจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน เพื่อนำมาพิจารณา ปรับปรุงแก้ไข และให้คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ เห็นชอบต่อไป

นายปานปรีย์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ สวธ. พิจารณาทบทวน ปรับปรุงแก้ไขประกาศคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ เรื่อง เทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศที่นำภาพยนตร์ออกฉายได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาต พ.ศ. 2560 และฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยปัจจุบันกำหนดให้เทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศที่แนบท้ายประกาศ จำนวน 12 เทศกาล สามารถนำภาพยนตร์ออกฉายได้โดยไม่ต้องผ่านพิจารณาตามมาตรา 25 ทั้งนี้ เทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และเปิดโอกาสให้ภาพยนตร์อิสระได้ออกฉายมากขึ้น ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้มีการจัดเทศกาลภาพยนตร์ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น จึงมีมติให้ สวธ. จัดทำแนวทาง กรอบการดำเนินงาน และหลักเกณฑ์กำหนดหน่วยงานที่สามารถนำภาพยนตร์ออกฉายได้ โดยไม่ต้องพิจารณาและได้รับอนุญาตตามประกาศดังกล่าว และรายงานให้ที่ประชุมทราบในการประชุมครั้งต่อไป

นายปานปรีย์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับปรุงองค์ประกอบและเพิ่มคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ จากเดิม 6 คณะ เป็น 10 คณะ โดยมีคณะด้านภาพยนตร์ 8 คณะ ด้านวีดิทัศน์ 2 คณะ และปรับสัดส่วนคณะกรรมการฯ ให้มีภาคเอกชน จำนวน 3 คน และภาครัฐ จำนวน 2 คน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการตรวจพิจารณา และให้เอกชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาภาพยนตร์มากขึ้น นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ในการลดขั้นตอน ลดการยื่นเอกสารและลดค่าธรรมเนียม ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบให้ สวธ. แก้ไขกฎกระทรวงที่ออกตามความใน พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 จำนวน 4 ฉบับ และร่างประกาศจำนวน 3 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญ เช่น ลดค่าธรรมเนียมตรวจพิจารณาสื่อโฆษณา และลดค่าออกใบแทนใบอนุญาต ลดการเรียกสำเนาบัตรประชาชนและรูปถ่าย ยกเลิกการแจ้งเปลี่ยนกรรมการ ผู้จัดการ และผู้มีอำนาจลงนามนิติบุคคล เพิ่มช่องทางการยื่นขออนุญาต และแก้ไขข้อมูลในใบอนุญาตด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือกรณีสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ขอให้คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ พิจารณาการจัดรอบฉายภาพยนตร์ไทยที่เป็นธรรม โดยที่ประชุมมอบหมายให้ สวธ. ไปหารือแนวทางกับผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์และประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ และนำเสนอผลการหารือต่อที่ประชุมในการประชุมครั้งต่อไป



