นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยว่า หลังลาออกจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคเพื่อไทย มีผล 15 ม.ค. นี้ จะช่วยให้ทำงานให้ตำแหน่ง รมว.ดีอี ได้แบบเชิงรุกมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวง ในการพัฒนาดิจิทัลด้านต่างๆ ให้กับประเทศ มีขีดความสามารถการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในเวทีโลก โดยวาง 3 นโยบายหลักได้แก่ 1. เดินหน้ารัฐบาลดิจิทัลโดยสมบูรณ์ ให้ทุกหน่วยงานรัฐใช้ดิจิทัลในการทำงาน และให้บริการประชาชน 2.โครงการคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ (จีดีซีซี) ซึ่งนายกฐัมนตรีได้สั่งการมาแล้วว่าทุกหน่วยงานรัฐ ที่จะมีการจัดซื้อจัดจ้างเรื่องคลาวด์ ให้ชะลอเพื่อรับนโยบาย คลาวด์ เฟิร์ส ของรัฐบาลก่อน

และ 3. วัน ซิติเซ่น ไอดี เป็นการต่อยอดจาก ดิจิทัล ไอดี ที่มีให้บริการอยู่ 4 ไอดี คือ ไทยไอดี ของกรมการปกครอง, หมอพร้อม ของกระทรวงสาธารณสุข, เป๋าตัง ของธนาคารกรุงไทย และ เอ็นดีไอดี ของสถาบันการเงิน โดยจะมีการประชุมร่วมกันในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเลือกใช้เหลือเพียงไอดีเดียว ที่จะใช้เป็นดิจิทัล ไอดี อย่างเป็นทางการของประชาชน จากปัจจุบันที่แยกกันใช้ และยังไม่มีการเชื่อมต่อหรือรวมระบบกัน ซึ่งจะช่วยให้สามารถพัฒนาไปสู่ ซูเปอร์แอป เพื่อร่วมบริการภาครัฐต่างๆ กว่า 300 บริการ ไว้ในแอปเดียว เช่น การจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น

“การดำเนินงานของกระทรวงดีอีทั้ง 3 นโยบาย เป็นการให้ความสำคัญการเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทย ให้สามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี และเป็นการเดินหน้าวางรากฐานรัฐบาลดิจิทัลที่มั่นคงและต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อได้ทำหน้าที่รัฐมนตรีเพียงอย่างเดียว จะช่วยให้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วงงานของสภา และพี่น้องประชาชนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงภายใต้การบริหารงานจากดีอี” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ส่วนกระแสข่าวว่าการลาออกจากตำแหน่ง สส. จะเป็นเงื่อนไขทำให้ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรี ต่อไปอย่างต่อเนื่องนั้น ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะเรื่องนี้ตนเองได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว และเป็นความต้องการที่จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ของพรรคขึ้นมาเป็น สส. ได้ทำงานในสภา โดยเชื่อมั่นว่า ความสามารถและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ของพรรค จะสามารถผลักดันภารกิจด้านนิติบัญญัติ เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างเต็มที่