1. แฟนคลับ เดลินิวส์ Sustainable Daily ที่อ่านคอลัมน์วันศุกร์เป็นประจำบอกว่าก็ขาด CSO หรือ Chief Sustainable Officer ไง ขาดคนที่มารับผิดชอบทำยุทธศาสตร์ ทำแผน ผลักดันประสานหน่วยงานต่าง ๆ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมาย SDG ซึ่ง กทม. มี CSO แล้ว ถึงเวลาที่ภูเก็ตจะมี CSO หรือยัง
2.เครือข่ายนักเคลื่อนไหว Low Carbon บอกว่าเราขาดระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพ และเส้นทางต่าง ๆ ก็ไม่เชื่อมโยงกัน โดยย่านเมืองเก่าก็ยังไม่สะดวกและไม่เป็นไฟฟ้า ที่สำคัญจากสนามบินเข้าเมืองที่มีนักท่องเที่ยวใช้งานมากก็ยังไม่มีรถไฟความเร็วสูง หรือรถไฟฟ้าเลย ยิ่งช่วงไฮซีซันใช้เวลาเข้าเมืองเกือบ 2 ชม. คงต้องรีบรื้อผังขนส่งมวลชนแล้วออกแบบใหม่

3.ชาวมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ที่แอบกระซิบผมว่าก่อนโควิดเรามีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มีบัตรอยู่ 4-5 พันคน ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 2 พันคน แถมทำงานด้วยความยากลำบาก เพราะถูกมัคคุเทศก์เถื่อนมาแย่งนักท่องเที่ยว และเดี๋ยวนี้ยังมีทัวร์ศูนย์เหรียญ จากหลายประเทศมาเปิดบริการ ใช้ที่พัก ร้านอาหาร และซื้อของในร้านของเขา แถมใช้มัคคุเทศก์ผิดกฎหมาย แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไร ชาวมัคคุเทศก์ท้องถิ่นจึงเรียกร้องธรรมาภิบาล และการบังคับใช้กฎหมายที่ทั่วถึงเท่าเทียม ที่สำคัญอยากให้อบรมเหล่ามัคคุเทศก์เรื่องการท่องเที่ยวคาร์บอนเป็นศูนย์ โดยต้องการวิธีอธิบายง่าย ๆ ให้นักท่องเที่ยวเข้าใจอย่างสนุกสนาน ไม่ต้องมีคำวิชาการนัก เพราะนักท่องเที่ยวรักษ์โลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

4.นักสิ่งแวดล้อม แนะนำเรื่องการจัดการขยะ ไม่เพียง Zero Carbon แต่ต้อง Zero Waste ด้วย เพราะนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ขยะก็เพิ่มขึ้นด้วย จึงต้องรีบรณรงค์ให้ลดขยะ และมีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ
5.คุณครูและนักการศึกษา บอกผมว่า ตอนนี้ใช้แอป NetZero Man และ Zero Carbon ในการควบคุมคาร์บอน อยากให้โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรนี้ และสามารถ Reskill-Upskill ให้ผู้ประกอบการด้วย นอกจากเรื่องความยั่งยืนแล้ว ขอแถมวิชาประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ที่เป็น Soft Power ของภูเก็ตด้วย และนี่เป็นสิ่งที่ผมเก็บเสียงของชาวบ้านมากระจายเสียงให้ผู้มีอำนาจบารมีได้ยิน เผื่อจะมีผู้นำได้นำไปทำ และขยายผลต่อเพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองที่ยั่งยืน…ยืนหนึ่งในแผนที่โลกนะครับ.



