เมื่อวันที่ 15 ม.ค. มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา ร่วมกันจัดกิจกรรมถอดรหัสทวงคืนความยุติธรรมให้นักเรียนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยมีการเสวนา ในหัวข้อ “ทางออกเพื่อโรงเรียนปลอดภัย ยุติปัญหาครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน” โดยนางทิชา ณ นคร ที่ปรึกษามูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของสหประชาชาติ เพื่อดำเนินมาตรการต่างๆ ที่สามารถให้การคุ้มครองสิทธิเด็กให้มีความปลอดภัยในชีวิตทั้งที่บ้าน ที่โรงเรียน และในสังคม จนถึงปี 2567 ที่กระทรวงศึกษามีอายุครบ 132 ปี และเป็นปีที่ลงนามอนุสัญญาดังกล่าวมานานกว่า 32 ปี แต่กลับพบว่า เด็กไทยยังมีความเสี่ยงที่จะถูกทำร้าย ถูกละเมิดทางเพศ ทั้งในบ้าน ในโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนซึ่งผู้ละเมิดทางเพศคือครู แน่นอนว่าครูส่วนใหญ่ เป็นครูที่ดีและตั้งใจจริง แต่บางส่วนที่แอบแฝงเข้ามาในคราบครูและจ้องกระทำลูกศิษย์ เช่น คดีที่มุกดาหาร ซึ่งศาลพิพากษาครู 4 คน รุ่นพี่ 2 คน ให้จำคุกตลอดชีวิต เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2566 แต่กว่าเหยื่อจะถูกเสริมพลังอำนาจทั้งพลังอำนาจทางใจ ทางความคิด (Empowerment Support) ชนะคดีและได้รับความเป็นธรรม ก็ต้องผ่านการถูกเบลมเหยื่อผ่านช่องทางสื่อต่างๆ เพื่อปิดปากเหยื่อที่สะท้อนระบบคิดชายเป็นใหญ่หรือผู้มีอำนาจถูกต้องเสมอ ซึ่งการเบลมเหยื่อคือการปิดปากทางสังคมทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการถือเป็นบ้านใหญ่ที่ต้องดูแลเด็กที่มีความหลากหลายจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมา ปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเกิดกับโรงเรียนขยายโอกาส เพราะเป็นพื้นที่ที่คุณครูมักจะรู้สึกว่ามีอำนาจเหนือกว่า ดังนั้นกระทรวงจึงวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาเยอะ พยายามกำกับให้หน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนนั้นสามารถทำงานได้อย่างแท้จริง ทำให้เร็ว มีการติดตามประเมินผล และฟังเสียงสะท้อน นอกจากนี้ยังพยายามปรับทัศนคติของคนในองค์กร ต้องไม่ช่วยกันปกปิดความผิด หรือปิดข่าวโดยเชื่อว่าเดี๋ยวเรื่องก็จะเงียบไปเอง ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหา แค่เอาไปซุกใต้พรม ดังนั้นหากผู้ใหญ่ทราบเรื่องต้องเร่งหาทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รวดเร็วบนฐานของความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย เริ่มจากการย้ายคู่กรณีออกจากพื้นที่ โดยไม่ไปตัดสินว่าถูกหรือผิด แต่ไม่ได้ให้ออกจากราชการ เพราะจะทำให้เขาว่าง เสี่ยงเข้าไปยุ่งกับพยาน ดังนั้นต้องให้ช่วยราชการ ต้องรายงานตัวทุกวัน
“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินเสียงเด็กสะท้อนมาคือ กรณีที่เราไปขยายผลต่อผ่านสื่อ เป็นข่าวใหญ่ มีดราม่ามาก ซึ่งก็ไม่ผิดว่าอยากขับเคลื่อนสังคมไปทางไหน แต่การเอาเด็กไปใส่หมวกดำ แว่นดำ ให้เขาไปอยู่ตรงนั้น เขาก็ถามกลับว่า ทำไมเขาต้องมาเจอสภาพแบบนี้ ซึ่งทางกระทรวงพยายามมีแนวทางไม่อยากให้เด็กไปร่วมกระบวนการนี้ การสืบพยานเป็นกระบวนการหนึ่ง แต่ไม่ใช่การเอาเด็กไปใส่โม่งอยู่ตามหน้าสื่อ เพราะยิ่งเป็นการทำร้ายเด็กไปอีก” นายสิริพงษ์ กล่าว
นางมยุรี อึ้งตระกูล หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัว จังหวัดขอนแก่น และอดีตหัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัว มุกดาหาร ในช่วงที่เกิดเหตุ กล่าวว่า บ้านพักเด็กฯ เป็นสถานที่แรกรับเด็กที่ประสบปัญหาทางสังคมเข้ามาดูแลทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต เสริมพลัง เป็นระยะเวลา 90 วัน โดยเฉพาะด้านจิตใจเพราะเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศมีความกลัว วิตกกังวล เครียด จึงต้องประสานโรงพยาบาลส่งทีมสุขภาพจิตเข้ามาดูแลบำบัด และเสริมพลังใจ และประชุมทีมสหวิชาชีพว่าเด็กจะสามารถกลับบ้านได้หรือไม่ หรือจะต้องส่งไปดูแลต่อที่สถานรองรับของกรมกิจการเด็กและเยาวชน หรือสุดท้ายต้องเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานเหมือนกรณีที่มุกดาหาร ทั้งนี้อยากให้มีการเสริมทักษะในการแก้ไขปัญหา ทักษะในการปฏิเสธ และการขอความช่วยเหลือ ขณะที่ครอบครัวก็ต้องมีทักษะในการดูว่า มีความผิดปกติกับบุตรหลานหรือไม่
“เท่าที่มีการคุยกันเรื่องการช่วยเหลือเด็กถูกละเมิดทางเพศ จะเห็นว่ามีบางจังหวัดที่สถิติค่อนข้างเยอะ ก่อนหน้านี้ที่ยังอยู่มุกดาหาร สถิติต่างกันมาก ที่มุกดาหารแทบจะไม่มีเคสที่ดำเนินการทางด้านกฎหมายเลย แต่พอมาขอนแก่น แต่ละเดือนพบว่ามีเด็กถูกล่วงละเมิดที่ร้องเรียนผ่านช่องทางต่างๆ มากพอสมควร และแทบทุกเคสจะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย เราจะช่วยเรื่องการแจ้งความด้วย เพราะบางเคสถูกละเมิดโดยคนในครอบครัวเลยไม่มีการแจ้งความ ซึ่งการที่มีคนแจ้งให้เราเข้าไปช่วยเคสเยอะ ก็สะท้อนได้ว่าสังคมเริ่มที่จะไม่เพิกเฉยแล้ว แต่คิดว่ายังมีที่ต้องหลบซ่อนไม่กล้าขอความช่วยเหลืออยู่อีกไม่น้อย จึงอยากฝากว่าหากเกิดปัญหากับเด็กให้นึกถึงบ้านพักเด็กและครอบครัวในจังหวัด หรือโทรฯแจ้งได้ที่ 1300 ” นางมยุรี กล่าว



