นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เลขาธิการ สกพอ.) เปิดเผยว่า ได้ตั้งเป้าหมายให้เกิดการลงทุนจริงในพื้นที่อีอีซีให้ได้ 1 แสนล้านบาทในปี 67 นี้ จาก 7 หมื่นล้านบาทในปี 66 ที่ผ่านมา โดยทางอีอีซีได้มีการประเมินการลงทุนในพื้นที่จากข้อมูลบัตรส่งเสริมที่ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ออกให้แก่นักลงทุนเฉลี่ยแล้วในช่วง 5-6  ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ปีละ 2 แสนล้านบาท รวมเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท แต่ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปทางอีอีซี จะมีการเก็บข้อมูลตัวเลขการลงทุนจริงอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังสามารถให้สิทธิพิเศษให้กับนักลงทุนได้เอง เช่น การพิจารณาวีซ่าการทำงาน ใบอนุญาตทำงาน การขออนุญาตสร้างโรงงาน เป็นต้น

“อีอีซีจะมีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ คือ ดึงดูดนักลงทุนเข้ามาในประเทศเพิ่มมากขึ้น  พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ให้มีความพร้อมรองรับ  พัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อม พัฒนาเมืองให้น่าอยู่เหมาะกับการลงทุนต่อเนื่อง และดึงกิจกรรมต่างๆ เข้ามาในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น”

นายจุฬา กล่าวต่อว่า ล่าสุด อีอีซี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) การขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กับ สำนักงาน กสทช. เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมและผลักดันการลงทุนในพื้นที่อีอีซี และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อมูล การสร้างฐานข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงกัน รวมถึงการสร้างพื้นที่ต้นแบบให้เกิดการใช้เทคโนโลยี 5จี ภายในพื้นที่ต่อไปในอนาคต

ด้าน นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า  สำนักงาน กสทช. พร้อมให้การสนับสนุน การพัฒนาเทคโนโลยี 5G  ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเมื่อปี 63 สำนักงาน กสทช. ได้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz โดยมีการกำหนดเงื่อนไขให้มีการลงทุนพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคม ให้ครอบคลุมร้อยละ 50 ของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ภายใน 1 ปี ซึ่งปัจจุบันการดำเนินการดังกล่าว ได้มีการขยายโครงข่ายคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz ในเขตพื้นที่ EEC ที่ครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ครอบคลุมพื้นที่รวมแล้วประมาณ 95.70% ของพื้นที่

นอกจากนี้ได้มีส่วนร่วมในการผลักดันและสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับอุปกรณ์ และแอปพลิเคชันที่รองรับการทำงานของเทคโนโลยี 5G ให้เข้าถึงผู้ใช้บริการมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันสำนักงาน กสทช. ได้มีการอนุญาตพื้นที่กำกับดูแลเป็นการเฉพาะ (Regulatory Sandbox) ในพื้นที่โครงการนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ให้แก่ผู้ได้รับอนุญาต จำนวน 2 ราย ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง และอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุญาตพื้นที่กำกับดูแลเป็นการเฉพาะ (Regulatory Sandbox) เพื่อดำเนินการจัดตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลประเทศไทย (Eastern Economic Corridor of Digital: EECd) ในโครงการ Thailand Digital Valley อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีด้วย

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมดิจิทัลเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญที่ก่อให้เกิดการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น E-Commerce IoT ดิจิทัลคอนเทนต์ และคลาวด์คอมพิวติ้ง จากการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศอันเป็นผลจากเทคโนโลยีดิจิทัล หรือ Digital Contribution to GDP ในภาพรวมเศรษฐกิจดิจิทัล พบว่า ปี 2565 มีมูลค่าเพิ่ม

ทางเศรษฐกิจดิจิทัลกว่า 2 ล้านล้านบาท และหากเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่างมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลกับมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) พบว่า มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 12.19 ในปี 2565 ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาครัฐจะต้องมีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลให้มากขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร้อยละ 30 ในปี 2570 ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

“ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กสทช. และ สกพอ. ในครั้งนี้ จะสามารถขับเคลื่อนนโยบายในการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี 5G & Beyond และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ หรืออุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคตที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อน (new s-curve) และเทคโนโลยีอื่นที่เกี่ยวข้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอำนวยความสะดวกในการอนุมัติและออกใบอนุญาต เพื่อส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาในเขต EEC สำนักงาน กสทช. พร้อมให้ความร่วมมือขับเคลื่อนภารกิจสำคัญนี้เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป” นายไตรรัตน์ กล่าว