สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ว่า รายงานฉบับใหม่ ซึ่งพิจารณาแนวโน้มในความแพร่หลายของการใช้ยาสูบ ระหว่างปี 2543-2573 แสดงให้เห็นว่า 150 ประเทศ ประสบความสำเร็จในการลดการใช้ยาสูบ

กระนั้น ดับเบิลยูเอชโอ เตือนว่า แม้ประเทศส่วนใหญ่มีอัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ คาดว่ายังคงอยู่ในระดับสูง ในอีกหลายปีข้างหน้า ซึ่งในปัจจุบัน การใช้ยาสูบยังสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้มากกว่า 8 ล้านคนต่อปี รวมทั้งทำให้ผู้ไม่สูบบุหรี่ประมาณ 1.3 ล้านคน เสียชีวิตจากการสัมผัสกับควันบุหรี่มือสอง

“ประเทศต่าง ๆ ที่ใช้มาตรการควบคุมยาสูบอย่างเข้มงวด สามารถคาดหวังว่า อัตราความแพร่หลายของการสูบบุหรี่ จะเปลี่ยนจากเพิ่มขึ้น เป็นลดลง ในประมาณ 30 ปี และเกิดการพลิกฟื้นที่เกี่ยวข้องกับจำนวนผู้เสียชีวิตจากบุหรี่” รายงานของดับเบิลยูเอชโอ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ดับเบิลยูเอชโอ กล่าวเสริมว่า โลกกำลังพลาดเป้าหมายลดการใช้ยาสูบ 30% ระหว่างปี 2553-2568 ซึ่ง 56 ประเทศทั่วโลก รวมถึงบราซิล คาดว่าจะบรรลุเป้าหมายข้างต้น แต่ในขณะเดียวกัน การใช้ยาสูบกลับเพิ่มขึ้นใน 6 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก), อียิปต์, อินโดนีเซีย, จอร์แดน, มอลโดวา และโอมาน นับตั้งแต่ปี 2553

“นี่ถือเป็นความคืบหน้าที่ดีในการควบคุมยาสูบ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่มันก็ไม่มีเวลาให้สบายใจ เพราะเราเห็นว่า ทันทีที่รัฐบาลคิดว่า พวกเขาชนะการต่อสู้กับบุหรี่แล้ว อุตสาหกรรมยาสูบก็ฉวยโอกาสที่จะจัดการนโยบายด้านสุขภาพ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต” นายรูดิเกอร์ เครช ผู้อำนวยการแผนกส่งเสริมสุขภาพของดับเบิลยูเอชโอ กล่าว

ทั้งนี้ ดับเบิลยูเอชโอ เรียกร้องให้ทุกประเทศ รักษาและกระชับนโยบายการควบคุมบุหรี่ ตลอดจนการต่อสู้กับ “การแทรกแซงจากอุตสาหกรรมยาสูบ” และควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในการรวบรวมข้อมูลที่ดีขึ้น เกี่ยวกับการใช้ยาสูบในกลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เรียกว่า “บุหรี่ไฟฟ้า”.

เครดิตภาพ : AFP