สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ว่า กระทรวงการต่างประเทศปากีสถานออกแถลงการณ์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เรียกตัวเอกอัครราชทูตประจำกรุงเตหะราน ให้เดินทางกลับ และไม่อนุญาตให้เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงอิสลามาบัด ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจที่อิหร่าน เดินทางเข้าประเทศอีกครั้ง


รัฐบาลปากีสถานยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นการตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของอีกฝ่าย ที่เป็นการโจมตีทางอากาศ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา “โดยเป็นการละเมิดน่านฟ้าอย่างไม่สมเหตุสมผล” และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย เป็นเด็กทั้งคู่


ขณะที่รัฐบาลเตหะราน กองทัพอิหร่าน และกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (ไออาร์จีซี) ยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม สื่อท้องถิ่นหลายแห่งของอิหร่านรายงานว่า ปฏิบัติการโจมตีที่เกิดขึ้นมีเป้าหมาย คือ สำนักงานใหญ่ของกองกำลังจาอิช อัล-อัดล์ ในปากีสถาน ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2555 และรัฐบาลเตหะรานขึ้นบัญชีดำเป็นกลุ่มก่อการร้าย โดยจาอิช อัล-อัดล์ มีฐานที่มั่นอยู่ตามแนวพรมแดนระหว่างปากีสถานกับอิหร่าน


ด้านนายฮอสเซ็น เอเมียร์-อับโดลลาเฮียน รมว.การต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า ไออาร์จีซีโจมตีเป้าหมายในปากีสถานจริง แต่ยืนยันว่า พุ่งเป้าโจมตีเฉพาะสถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มจาอิช อัล-อัดล์ และ “ไม่มีประชาชนคนใดในปากีสถานได้รับผลกระทบ” อนึ่ง กองกำลังจาอิช อัล-อัดล์ รับสมอ้าง เป็นผู้ก่อเหตุระเบิดโจมตีสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ในภาคใต้ของอิหร่าน เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว และคร่าชีวิตเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 11 นาย


อีกด้านหนึ่ง อิรักเรียกเอกอัครราชทูตกลับจากอิหร่าน จากการที่ไออาร์จีซีปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธ ทำลายเป้าหมายหลายแห่ง “ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย” ในเมืองเออร์บิล ซึ่งเป็นเมืองเอกของเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน ตั้งอยู่ในภาคเหนือของอิรัก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 6 คน สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับรัฐบาลแบกแดด


ทั้งนี้ นายกัสเซ็ม อัล-อาราจี ที่ปรึกษาด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติของอิรัก กล่าวว่า สถานที่ซึ่งถูกโจมตีในเมืองเออร์บิล ไม่มีความเกี่ยวข้องในทางใดกับอิสราเอล ตามที่อิหร่านกล่าวหา แต่เป็นเพียงบ้านของนักธุรกิจคนหนึ่ง ซึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้ด้วยเท่านั้น และจะร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เกี่ยวกับ “การละเมิดอธิปไตย” และ “ความก้าวร้าว” ของอิหร่าน.

เครดิตภาพ : AFP