นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของนักแสดงสาวมากฝีมือ “หยาดทิพย์ ราชปาล” หลังจากที่ต้องร่ำลาคุณพ่อ “สุรินทร์ ราชปาล” ที่จากไปอย่างสงบเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ล่าสุดสาวหยาดได้ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Re N Tox และ CLEVIEL ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าสภาพจิตใจยังคงหนักหน่วง แต่ต้องพยายามเข้มแข็งเพื่อก้าวเดินต่อไป

หยาด เผยว่า “เรื่องคุณพ่อใช่ไหมคะ ก็หนักหน่วงอยู่ค่ะ แต่ว่าวันนี้มาออกงาน ก็เป็นงานแรกเลยที่ทำ อย่างบางงานก็มีการได้ขอเลื่อนออกไปก่อน แต่ว่างานนี้อยากจะมาทำแล้ว เพราะว่าประมาณอาทิตย์หนึ่งแล้ว ก็พร้อมแล้ว แล้วก็ไม่อยากให้ทุกคนเศร้าไปด้วยกัน ก็พยายามเข้มแข็งค่ะ
อย่างแรกเลยต้องขออภัยพี่ๆ สื่อทุกคนก่อนนะคะ แล้วก็พี่ๆ น้องๆ ในวงการที่หยาดสนิทเยอะมากๆ เลยค่ะ คือหยาดไม่ได้เรียนเชิญด้วยตัวเอง มีแค่เพื่อนในวงที่ใกล้ที่สุดที่มา ก่อนที่คุณพ่อจะจากไป ท่านมีความประสงค์ คืออยากจะให้… เพราะด้วยคุณแม่ด้วย อยากให้มันเงียบสงบ แล้วก็ไม่อยากให้ทุกคนมาเหนื่อย มาวุ่นวายกับงานของท่าน แล้วคุณแม่ท่านก็ชอบความเป็นส่วนตัว คุณพ่อก็เป็นห่วงคุณแม่ด้วย เพราะว่าคุณแม่ก็ค่อนข้างเศร้าค่ะ
ก็เลยไม่ได้เชิญใครเลย ก็เลยจัดงานเป็นครอบครัว แล้วก็ญาติกับเพื่อนที่เป็นวงใกล้ที่สุดจริงๆ แต่ขอบคุณทุกคนมากเลย สำหรับพวงหรีด กำลังใจทุกอย่าง ไม่ว่าจะไดเรกต์เมสเสจ ไอจี หรือว่าเวลาพี่ไปลงข่าว แล้วมีคนมาคอมเมนต์ หยาดก็อ่านแล้วก็ขอบคุณค่ะ

ส่วนสาเหตุในการเสียชีวิตจริงๆ แล้วคุณพ่ออายุ 70 พอดีเลย เมื่อสองเดือนที่แล้ว คุณพ่ออยู่บ้านพักตากอากาศของคุณพ่อที่ต่างจังหวัด แล้วโดนตัวอะไรสักตัวหนึ่งกัด คือตอนนี้เราก็ยังไม่ทราบว่ามันเป็นตัวอะไรนะคะ มันไม่ใช่งูหรือแมงป่องอะไรที่มันร้ายแรง มันน่าจะเป็นพวกแมลงหรืออะไรแบบนี้ แล้วตอนตื่นเช้ามา เขามีอาการอาเจียน เดินไม่ได้ เดินไม่ไหว เริ่มเป็นแผลที่เท้า แล้วคุณพ่อไม่ได้เป็นเบาหวานนะคะ เพื่อนคุณพ่อก็เลยพาเข้ากรุงเทพฯ มาเข้าที่ศิริราชเลย แล้วคุณหมอบอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือด ต้องทำการผ่าตัดด่วน ก็ผ่าตัดประมาณสามรอบ ก็เหมือนจะดีขึ้น ผ่านไปเดือนหนึ่งเหมือนจะดีขึ้น แต่ว่ามีโรคแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นมาในหลายๆ ส่วนของร่างกาย สุดท้ายก็จากไป
แล้วคือคุณหมอเขาก็วินิจฉัยนะคะ เขาก็เอาเชื้อไปตรวจ คือเราไม่แน่ชัดค่ะ หมอเขาไม่แน่ชัด แล้วด้วยวินาทีนั้น มันเป็นวินาทีความเป็นความตายผ่าตัดเชื้อรุนแรงมาก ติดเข้าไปในกระแสเลือด ต้องผ่าตัด ไม่งั้นก็จะเสียชีวิตตั้งแต่วันแรกแล้ว คือตอนนั้นหยาดก็เป็นคนพาคุณพ่อไปส่งโรงพยาบาลด้วย ก็ยังมึนงง ช็อกอยู่ ซึ่งตอนที่เอาไปส่งโรงพยาบาล คุณพ่อก็ยังรู้สึกตัวปกติเลยค่ะ ยังพูดคุยได้ ยิ้มแย้มแจ่มใส มีเพียงแค่ท่านอยู่ในไอซียู ออกจากไอซียูมา ก็ยังอยู่ที่ห้องผู้ต้องเฝ้าระวังนะคะ คือท่านก็ยังพูดคุยกับเราได้อยู่ แค่เดินไม่ได้ค่ะ แล้วก็แผลที่ขาใหญ่มาก เพราะว่าผ่าตัดสามรอบ ผ่าที่เท้า คือไม่ได้ตัดขาออกนะคะ แล้วก็ลามมาที่ขาไม่ถึงเข่า ผ่าเอาเนื้อตายออก แต่ท่านก็ยังพูดคุยได้ปกติ เรายังคิดกันว่า “เดี๋ยวพ่อก็คงจะกลับแล้ว เดี๋ยวพ่อก็ได้กลับ” แต่อยู่ดีๆ ก็ตู้มเลยค่ะ คุณพ่อก็ไม่ได้ลืมตาขึ้นมา แล้วก็ทรุดไปเรื่อยๆ จนวันสงกรานต์
คือตั้งแต่วันที่เข้าไป ผ่านหนึ่งเดือน เราคิดว่าหาย เราคิดว่าได้กลับบ้านแน่ๆ หยาดคิดว่ายังไงก็ได้กลับบ้าน อาจจะต้องมานั่งวีลแชร์ อาจจะเดินไม่ได้ หรืออย่างมากก็อาจจะติดเตียง พร้อมที่จะดูแล ไม่ได้คิดว่าจะถึงขั้นเสียชีวิต แล้วคุณพ่อก็ยังยิ้มแย้ม ไม่ได้รู้ตัวว่าจะจากไปด้วย แต่โรคมันก็เข้ามาเฉยเลย ท่านไม่ได้ห่วงอะไร ท่านแค่บอกว่าผ่านไปเดือนนึงแล้วนะ อยากกลับบ้าน สองเดือนแล้วนะ ส่วนใหญ่พ่อจะห่วงแม่ แล้วก็จะห่วงหยาดกับพี่ชายที่ไปเยี่ยมเกือบทุกวัน ท่านก็จะเป็นห่วงที่เราเดินทาง ส่วนคุณแม่เข้มแข็งมาก แม่ให้กำลังใจหยาด แม่เข้มแข็งมากเลย พี่ชายก็เข้มแข็ง ทั้งสองคนให้กำลังใจหยาดมากกว่าที่หยาดให้เขาอีกค่ะ ลูกก็ยังมาให้กำลังใจหยาดเลยค่ะ

ถามว่าได้บอกอะไรกับคุณพ่อไว้บ้าง ก็บอกกันทุกอย่างแล้วค่ะ ในวาระสุดท้าย เพราะว่าหมอก็ได้แจ้งว่ามันจะเป็นวาระสุดท้ายแล้ว เหลืออีกไม่กี่วันเราก็ได้ร่ำลากัน เขาไม่ได้ตื่นมาฟังนะคะ ตอนนั้นเขาไม่ได้ตื่นมาฟัง แต่ก็เชื่อว่าเขารับรู้ หยาดก็บอกว่า “พ่อไม่ต้องห่วงอะไร อยากให้พ่อไปสบาย อยากให้หลับให้สบาย ไม่ต้องห่วงแม่ แล้วก็ไม่ต้องห่วงใครทั้งสิ้น คุณพ่อทำดีที่สุดแล้วตลอดชีวิต” ไม่อยากร้องไห้ตรงนี้
แล้วสภาพจิตใจของทุกคนตอนนี้ ก็อยู่ในช่วงเศร้า ตอนนี้บ้านก็เงียบมาก ด้วยความเศร้ายังไม่ชิน เดี๋ยวจะมีไปลอยอังคารคุณพ่อ แล้วก็พยายามทำพิธี ก็ยังคุยกับท่านทุกวัน ก็ยังไปขอรูปท่านที่เอากลับมา ไปบอกท่านว่า “หนูจะไปนอนแล้วนะ พ่อก็หลับนะ” คือหยาดก็พยายามจะเข้มแข็ง แต่ก็ยากมากๆ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่คิดมาก่อน แล้วมันเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ แต่ตอนนี้ผ่านมาสักอาทิตย์หนึ่ง ก็เริ่มที่จะพยุงตัวเองขึ้นมาได้แล้ว แต่ว่าช่วงนั้น ช่วงเมษายน ก็คือแทบเดินไม่ได้เลย ก้าวขาไม่ได้เลย เวลาออกจากโรงพยาบาล”




