เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยถึงกรณีโลกออนไลน์แชร์ความเห็นผลคะแนนของการประกาศผลการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูว่ามีความเหลื่อมล้ำว่า กรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้นเป็นการประกาศผลการสอบครั้งที่ 1 ที่มีการจัดสอบจำนวน 4 รอบในเดือนพ.ย.2566 และการสอบครั้งที่ 2 ในเดือนธ.ค.2566 โดยการสอบดังกล่าวเป็นการสอบแบบพิมพ์เขียวข้อสอบตัวใหม่ หรือ Test Blueprint ที่วัดด้านสมรรถนะโดยตรง ซึ่งก่อนจะจัดทำข้อสอบคุรุสภาได้ประชาสัมพันธ์ให้มหาวิทยาลัยรับทราบถึงแนวทางข้อสอบก่อน 6 เดือน เพื่อให้นักศึกษาครูได้เตรียมความพร้อมกับข้อสอบแนวฐานสมรรถนะ และข้อสอบจะเป็นสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ทั้งนี้คุรุสภาได้เปิดให้ผู้สมัครเข้ามาดูคะแนนสอบได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปด้วย อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อมั่นว่าจากนี้ไปสถาบันผลิตครูจะปรับรูปแบบการเรียนการสอนของนักศึกษาครูใหม่ โดยเน้นการสอนฐานสมรรถนะได้มากขึ้น

ด้าน รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร ที่ปรึกษาคุรุสภา กล่าวว่า การจัดทำข้อสอบดังกล่าวมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสถาบันของคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ที่มาช่วยกันจัดทำ โดยจะยึดวัดมาตรฐานวิชาชีพเท่านั้นและไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระวิชาเอก โดยเน้นข้อสอบที่เป็นศาสตร์การสอน ข้อสอบด้านจิตวิทยา หลักสูตรการสอน การวัดประเมินผล เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษาตามทิศทางของประเทศ ดังนั้นครูรุ่นใหม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่เป็นฐานสมรรถนะ และตัวครูก็จะต้องถูกวัดด้วยการจัดการเรียนการสอนตามฐานสมรรถนะด้วย ซึ่งคำว่าฐานสมรรถนะจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะต้องสะท้อนถึงศักยภาพครูที่สามารถออกแบบวิเคราะห์และวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ ดังนั้นลักษณะของข้อสอบจะเป็นแนวคิดตามสถานการณ์ในห้องเรียนที่เกิดขึ้นจริง และเป็นสถานการณ์ให้ผู้เข้าสอบไม่ใช่จำความรู้แต่เอาความรู้ไปวิเคราะห์ได้ เช่น เมื่อนักศึกษาได้ถูกบรรจุไปเป็นครูอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนน้อย มีปัญหาต่างๆ นักศึกษาจะใช้สถานการณ์วิเคราะห์การแก้ปัญหาได้อย่างไร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เราต้องการครูที่มีความสามารถวิเคราะห์ปัญหาได้ว่า จะใช้องค์ความรู้ที่ตัวเองเรียนมาแก้ปัญหาอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ดังนั้นเราอยากยกระดับคุณภาพครูให้แก้ปัญหาเด็กที่มีความหลากหลายได้ ซึ่งนี่คือเป้าหมายของการทดสอบเพื่อขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

ศ.ดร.พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ ประธานอนุกรรมการอำนวยการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู  กล่าวว่า ในการตัดสินผลการสอบดังกล่าวได้ยึดหลักเกณฑ์เดิมที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ปี 2564  ซึ่งเกณฑ์การตัดสินการให้คะแนนจะยึดคะแนนเต็ม 100 คะแนน แต่จะมีเกณฑ์การตัดสินการให้คะแนนไม่เกิน 60% จากคะแนนการสอบได้ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นแก่ผู้เข้าสอบได้มากขึ้น โดยให้ถือว่าการตัดสินผลคะแนนครั้งนี้ คือ ความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการทดสอบ เพราะข้อสอบแต่ละชุดมีคะแนนสูงสุดและต่ำสุด และมีค่าคะแนนเฉลี่ยที่ไม่เท่ากัน  เนื่องจากข้อสอบแต่ละชุดไม่เหมือนกัน โดยเราต้องการป้องกันข้อสอบรั่วเกิดขึ้น  แต่ทั้งนี้คุรุสภาก็พยายามทำข้อสอบให้ทุกชุดมีมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้นเกณฑ์การตัดสินผลคะแนนจึงไม่ได้ยึดติดกับค่าคะแนนเฉลี่ย 60% ตรงๆ แต่เรายึดค่าคะแนนเฉลี่ย 60% เป็นหลักและมาพิจารณาข้อสอบแต่ละชุดว่ามีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการทดสอบอยู่ที่เท่าไร จึงทำให้ค่าคะแนนเฉลี่ยที่ออกมาแบบยืดหยุ่นหรือเรียกว่าค่า Standard Error of Measurement (SEM) ซึ่งค่า SEM คือการคิดเทคนิคทางสถิติเทคนิคหนึ่งที่ใช้ในการทดสอบและประมาณค่าความสัมพันธ์เชิงเหตุผล  ดังนั้นการตัดสินคะแนนการทดสอบดังกล่าวเราจึงยืดหยุ่นค่า SEM ไม่เกิน 1-2% เพราะข้อสอบแต่ละชุดมีความยากง่ายแตกต่างกัน และผู้ที่สอบผ่านจึงไม่ได้มีค่าคะแนนที่ 60% แต่ยืดหยุ่นลงมาตามค่า SEM หรือผ่านเกณฑ์อยู่ที่ 58% และ 57% ได้ จึงถือว่ามีคุณภาพเท่าเทียมกันจึงผ่านการทดสอบ

ศ.ดร.พฤทธิ์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจดีว่าผู้เข้าสอบอาจยังไม่คุ้นชินกับการสอบแนวใหม่ แต่ในการทดสอบครั้งต่อๆ ไปเราจะพัฒนาทำให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น และยึดค่าการตัดสินผลคะแนนที่ 60% เท่านั้น ทั้งนี้ในอนาคตคุรุสภาจะพัฒนาการสอบในรูปแบบคอมพิวเตอร์ ผู้สมัครสามารถเดินเข้ามาทดสอบและรับทราบผลคะแนนได้ทันทีด้วย