มีกระแสข่าวสะพัดว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ส่อหลุดเก้าอี้ เพราะ กกต.ชุด นายอิทธิพร บุญประคอง ซึ่งปัจจุบันนี้ได้พ้นตำแหน่งประธาน กกต. ไปแล้ว เป็นผู้ประเมินการปฏิบัติงานของนายแสวงในรอบปี 2568 พบว่า ไม่ผ่านเกณฑ์ 60% แต่ยังรอเสียงชี้ขาดของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต. ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือน มิ.ย. นี้ ว่า จะมีมติยกเลิกสัญญาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจาก กกต. เปิดเผยว่า การประเมินในครั้งนี้มี กกต.เก่าที่พ้นจากตำแหน่งร่วมประเมินด้วย คือ นายอิทธพร นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และนายปกรณ์ มหรรณพ ทำให้เกิดข้อโต้แย้งว่า มีอำนาจในการประเมินหรือไม่ เพราะมาประเมินภายหลังพ้นจากตำแหน่งไปนานแล้ว เพิ่งมาประเมินเมื่อต้นเดือน มิ.ย. 69 นี้ ซึ่งขัดกับสัญญาที่กำหนดว่าผู้ประเมินต้องเป็น กกต. เท่าที่มีอยู่ ซึ่งวันที่ 4 มิ.ย. กกต.ชุดใหญ่ประชุมลับเรื่องนี้ก็รอลุ้นความชัดเจนกันต่อไป และมีการตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าประเมินว่า ไม่ผ่านตั้งแต่ก่อนจัดเลือกตั้ง จะมีผลอะไรต่อการเลือกตั้งหรือไม่ ในทำนองว่า “กรรมการไม่ชอบธรรม”

จากกรณีพรรคภูมิใจไทยมีมติให้ สส. ถอนชื่อจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย นายนิกร จำนง คณะทำงานจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เนื่องจากอ่านรายละเอียดของร่างฯ เพื่อไทย แล้วพบประเด็นน่ากังวล เกรงว่าจะคัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 ที่ “ไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ส่วนตัวมองว่า ที่เพื่อไทยให้เลือก 300 คน ก็เป็นการเลือกโดยตรงแล้ว ถึงจะให้สภาเลือกอีกให้เหลือ 100 คนก็ตาม

อำนาจประชาชนมี 3 ครั้ง ครั้งแรกการประชามติขออนุญาตจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ครั้งที่ 2 คือ มี ส.ส.ร. ก็ทำรัฐธรรมนูญเพื่อขอแก้มาตรา 256 เป็นฉบับระหว่างกลาง และก็ต้องไปขออนุญาตประชาชนอีก เท่ากับประชาชนมีอำนาจเต็ม เสร็จแล้วเมื่อผ่านก็ทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ก็ถามประชาชนอีก เท่ากับประชาชนเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง

“พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าเมื่อพรรคเพื่อไทยมีเสียงครบแล้ว แล้วหลักการเรามีหลักการเดียว จึงเห็นว่าให้สมาชิกไปพิจารณาถอนชื่อ เพราะหลักการเราต่างกันมาก ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการยื่น 2 ร่าง เพราะเราต้องรู้ตัวเองว่ามีความเห็นอย่างไร ไม่ใช่ว่ามีความเห็นร่างนี้แล้วก็ไปมีความเห็นกับอีกร่าง ย้ำว่า เราตัดสินใจเพื่อไม่ให้เกิดการร้องศาลรัฐธรรมนูญ และมีโอกาสถูกสั่งหยุดอีก และร่างของภูมิใจไทยก็ให้ตั้ง กมธ.รับฟังเสียง ไปหารือประชาชนทั่วประเทศ 1 ปี นั่นจะเป็นเนื้อหาที่ชี้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนหรือไม่ การเลือกทางอ้อม ถ้าทำแล้วดูดีแต่ไม่สำเร็จก็ไม่มีประโยชน์”

นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ทำใจลำบาก คือได้ขอความร่วมมือทุกพรรคการเมือง และส่งร่างให้ดูกันแล้วจนมีการแถลงต่อสื่อ ว่าจะยื่นประธานรัฐสภาในวันนี้ ก็มีเหตุการณ์ถอนชื่อกันขึ้น โดยมีเหตุผลว่าเป็นห่วงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัย ซึ่งประเด็นว่าขัดต่อคำวินิจฉัยก็คงจะไม่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะร่างหลักในการพิจารณาคงเป็นของภูมิใจไทย รอดูว่าฝ่ายบริหารของพรรคจะให้ยื่นร่างของเพื่อไทยหรือไม่

“ดร.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทย ถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า เรื่องนี้ไม่ต้องตีความทางการเมือง ไม่มีอะไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาให้เกิดความบาดหมางระหว่างพรรคร่วม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นกลไกของสภา ไม่เกี่ยวกับ ครม. พรรคเพื่อไทยจะเสนอร่างอีกหรือไม่ยังอยู่ระหว่างการประเมิน หัวหน้าพรรคจะแถลง อยากให้แยกส่วนระหว่างเรื่องรัฐบาลกับเรื่องของพรรค

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร “สส.ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า จากกรณีนายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต นำหลักฐานที่อ้างว่าเป็นแชตไลน์ของนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ที่เคยเป็นผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ระบุว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” อธิบดีกรมการปกครอง ชี้แจงว่า ไลน์ของตัวเองเปิดเป็นสาธารณะ เชื่อมต่อหลายอุปกรณ์สื่อสาร อาจมีผู้อื่นไปเขียนข้อความดังกล่าวแทนได้ มันฟังไม่ขึ้น เพราะบัญชีไลน์ของแต่ละคนเข้าถึงพร้อมกันได้ไม่กี่เครื่อง หากมีเครื่องอื่นๆที่ล็อกอินที่อื่นไม่ใช่มือถือ อธิบดีเองในฐานะเจ้าของบัญชีหลักต้องอนุมัติให้พวกเขาเข้าถึง และข้อความดังกล่าวต้องเด้งขึ้นมาในมือถือในแชตของอธิบดี

“ถามว่า รัฐมนตรีเชื่อคำชี้แจงนี้หรือไม่ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือยัง สนับสนุนในสภาแห่งนี้ ส่งตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วม หรือสังเกตการณ์การสอบสวน เพื่อให้มั่นใจว่าอย่างน้อยมีตัวแทนสีส้ม สีแดง สีฟ้า สีเขียว เข้าไปเป็นหูเป็นตา ไม่ปล่อยให้สีน้ำเงินตรวจสอบช่วยเหลือกันเอง”

เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ชี้แจงว่า อธิบดีกรมการปกครองได้ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงมาแล้ว กระทรวงมหาดไทยกำลังพิจารณาข้อชี้แจงของอธิบดี ว่ามีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ ก่อนจะนำไปสู่กระบวนการต่อไป เรื่องไลน์จริงหรือไม่ ตนเชื่อในการพิสูจน์ในการกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ กระบวนการทางเทคโนโลยี สามารถตามรอยตรวจสอบได้แน่นอน จะให้ กมธ.ปกครอง ตรวจสอบก็ได้ ยืนยันว่าข้าราชการไม่มีผลต่อการเลือกตั้ง การเลือกตั้งรับข้อร้องเรียนว่ามีข้าราชการ โดยเฉพาะกรมการปกครอง เอื้อประโยชน์กับผู้สมัครน้อยมาก เมื่อเทียบกับที่ผ่านมา

ส่วนดราม่า พรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งนายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2549 เป็นประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค และถูกแฟนคลับของพรรคโจมตีหนัก “สส.ใบพลู” รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า การที่เราได้ร่วมงานกับนายสุรพล ตนมองว่ามันคงไม่ถึงขนาดทำให้เปลี่ยนอุดมการณ์ นายสุรพลคือคนที่เราเชื่อว่าสามารถที่จะเข้ามามีบทบาทเป็นพันธมิตรและกำลังที่สำคัญในการที่จะช่วยเรา เพื่อรับมือกับปัญหา ไม่ว่าจะเป็นระบอบสีน้ำเงิน และอีกหลายๆ อย่าง

“ใครก็ตามที่มาร่วมเดินทางไปกับเรา เขาก็จะทราบว่ายานพาหนะที่ชื่อว่าพรรคประชาชนกำลังไปในทิศทางไหน บ้านเมืองมาถึงขนาดนี้ ถ้าเราไม่พยายามที่จะรวมพลังให้มากที่สุดเพื่อต่อต้านกับระบอบสีน้ำเงิน ประเทศไทยวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เวลาพูดว่ารวมพล คือเรารวมพลังให้มากที่สุด ต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้”

เมื่อถามว่าคนพุ่งเป้ามาที่โปลิตบูโร (กลุ่มผู้มีอำนาจเหนือผู้บริหาร) ในพรรค ว่าเป็นคนเลือกนายสุรพลเข้ามา แล้วนายสุรพลเข้ามาได้อย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า อย่าไปลงลึกในรายละเอียด เอาเบื้องต้นก่อน ไม่มีโปลิตบูโร โปลิตบูโรไม่ได้อยู่ในโครงสร้างของพรรค และคิดว่า ที่นายสุรพลเข้ามาเพราะเคยมีส่วนร่วมเป็นพยานคดีต่างๆ ให้พรรค เอาเป็นว่าเมื่อผู้บริหารตัดสินใจแบบนี้ ก็ต้องพิสูจน์กันด้วยเวลา และหลายๆ อย่างว่าเราคิดถูกหรือคิดผิด

ที่รัฐสภา มีวาระพิจารณาญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง

“หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภา อภิปรายเปิดญัตติว่า เงินกู้ส่วนที่ใช้วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในกองทุนสวัสดิการแห่งรัฐ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เดือน ก.ค. รัฐบาลมีเวลาจัดสรรงบปี 70 ให้เพียงพอต่อกองทุนดังกล่าว แต่ไม่ทำ แต่เลือกใช้วิธีลักไก่ เอาเงินกู้วงเงิน 1.8 หมื่นล้าน ไปใช้ดำเนินการ ถ้าเจียดงบที่ไม่จำเป็นออกจาก งบปี 2570 ส่งผลสะเทือนต่อราชการที่มีเจ้าของประจำ หรือส่งผลต่อพรรคร่วมรัฐบาลที่แบ่งโควตางบประมาณปี 2570 ไว้แล้ว

“ส่วนเงินกู้ก้อนที่ 2 เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน 2 แสนล้านบาท เหมือนรัฐบาลกำลังใช้ช่องทางพิเศษ เลี่ยงการตรวจสอบของสภา หวังล็อกสเปก เหมือนกับบางโครงการของรัฐบาล เอไอ ไทยแลนด์ พาสปอร์ต ที่พบการล็อกสเปกให้บริษัทที่อยู่ในเครือข่าย หวังเงินทอนให้บางพรรคการเมืองในระบอบสีน้ำเงินหรือไม่”

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ปี 2566-69 รัฐบาลกู้เงินเฉลี่ยสูงถึงปีละ 8 แสนล้านบาท แต่สร้างจีดีพีได้เพียงปี 4 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่าหนี้ขยายตัวเร็วกว่าฐานเศรษฐกิจของประเทศถึง 2 เท่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางการคลังระยะยาว นี่คือสำนักวิชาการ สภา กำลังบอกว่ายิ่งกู้ยิ่งไม่มั่นคง

หลังจากสมาชิกอภิปรายครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมเห็นตรงกันให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 25 คน กำหนดระยะเวลา 90 วัน

“ทีมข่าวการเมือง”