น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งเป้าหมายยกระดับแหล่งน้ำพุร้อนภายในประเทศไทยอย่างเร่งด่วน สู่ “สปาทาวน์” แบบยุโรป หรือ “ออนเซ็น ทาวน์” แบบญี่ปุ่น เพื่อให้เศรษฐกิจน้ำพุร้อนของไทยที่มีศักยภาพสูง แต่เริ่มต้นพัฒนาหลังประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นกว่า 1,000 ปี โดดเด่นบนเวทีโลก สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ด้วยการพัฒนาเชื่อมโยงร้อยเรียงแหล่งน้ำพุร้อนในจังหวัดใกล้เคียงต่างๆ ทั้งระบบ เป็นเส้นทางท่องเที่ยว “สายน้ำพุร้อน” หรือ “สายเวลเนส” รวม 7 เส้นทาง เพื่อสร้างแบรนด์การตลาดสู่ตลาดสากล กระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง
รวมถึงการสร้างองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีมาตรฐานสากลสอดคล้องกับการท่องเที่ยววิถีใหม่ นำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนธรรมชาติต่อไป การส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถต่อยอดธุรกิจบริการสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำพุร้อนธรรมชาติ และการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ให้มีความรู้และทักษะในการให้บริการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สามารถพัฒนา ต่อยอด และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนได้

ทั้งนี้ จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลแหล่งน้ำพุร้อนภายในประเทศจากกรมทรัพยากรธรณีและสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าประเทศไทยมีแหล่งน้ำพุร้อน จำนวน 118 แห่ง โดยแหล่งน้ำพุร้อนส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ 71 แห่ง รองลงมาเป็นภาคใต้ 32 แห่ง ภาคกลาง 12 แห่ง และภาคตะวันออก 2 แห่ง

สำหรับการใช้ประโยชน์พื้นที่ มีทั้งการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะ (แหล่งน้ำสาธารณะ) ของชุมชนหรือเมือง และการใช้ประโยชน์เพื่อการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ในแหล่งน้ำพุร้อนหลายๆ แห่ง ยังไม่มีการใช้ประโยชน์ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ยังคงมีความเป็นธรรมชาติสูง หรืออยู่ในพื้นที่ชนบทที่มีการเข้าถึงยาก ส่วนแหล่งน้ำพุร้อนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองนั้น ได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งแช่และอาบน้ำพุร้อนของเมือง รวมทั้งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือน

รายงานข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ทาง “สโมสรน้ำพุร้อนไทย” ให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เคยเสนอของบประมาณพิเศษจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 270 ล้านบาท และได้เสนอให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เป็นเจ้าภาพดำเนินการโครงการนำร่อง เพื่อตั้งเป้าให้แหล่งน้ำพุร้อนในไทยสามารถเปิดใช้บริการได้ภายในปี 68 เพื่อเป็นโครงการควิก-วิน
โดยสโมสรน้ำพุร้อนไทย ได้เสนอแผนงานการศึกษาความเป็นไปได้ ในการออกแบบและก่อสร้างพัฒนาน้ำพุร้อนทั้ง 16 แห่ง ใน 5 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ประกอบด้วย ระนอง จำนวน 5 แห่ง ใช้งบ 75 ล้านบาท พังงา จำนวน 2 แห่ง ใช้งบ 30 ล้านบาท กระบี่ จำนวน 7 แห่ง ใช้งบ 105 ล้านบาท ตรัง จำนวน 1 แห่ง ใช้งบ 30 ล้านบาท และ สตูล จำนวน 1 แห่ง ใช้งบ 30 ล้านบาท
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการให้บริการจากระดับผู้ใช้งานท้องถิ่นในปัจจุบัน สู่ระดับบริการอาบน้ำพุร้อนสาธารณะมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสากลและเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การสร้างและกระจายรายได้ในแหล่งท่องเที่ยว การยกระดับคุณภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวภายใต้แบรนด์ Andaman Wellness Corridor

ทั้งนี้ หากสามารถพัฒนายกระดับสู่จุดหมายปลายทางด้านสปาน้ำพุร้อน มีนักท่องเที่ยวอยู่พักค้างคืนในพื้นที่แหล่งสปาน้ำพุร้อนหรือในอำเภอ สามารถเพิ่มรายได้เป็น 100-200 เท่า จากเดิมที่เก็บ 5-20 บาท จากระดับผู้ใช้ท้องถิ่นตามจำนวนค่าใช้จ่ายต่อวัน คำนวณรวมที่พัก อาหาร ของฝาก และการเดินทางท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวไทยอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทต่อวัน



