สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ว่า สภาพอากาศสุดขั้วที่แปรปรวนในปีที่แล้ว ส่งผลให้ออสเตรเลียเผชิญกับอุทกภัยเป็นวงกว้าง และเดือน ม.ค. ซึ่งเย็นที่สุด นับตั้งแต่ปี 2545 ไปจนถึงฤดูหนาวและช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิร้อนที่สุดในซีกโลกใต้ รวมถึงความแห้งแล้งที่ยาวนานถึง 3 เดือน และปิดท้ายด้วยฝนตกหนักในฤดูร้อน

น้ำท่วม, ไซโคลน และไฟป่า คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก ขณะที่ความร้อนและการขาดแคลนน้ำฝนในช่วงกลางปี สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ของออสเตรเลีย ทำให้ผลผลิตข้าวสาลีลดลง ราคาปศุสัตว์ตกต่ำ และเกิดการส่งออกเนื้อสัตว์มากขึ้น

นักพยากรณ์อากาศหลายคนกล่าวเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จะทำให้ออสเตรเลียร้อนขึ้น และเพิ่มความรุนแรงของสภาพอากาศสุดขั้ว ตลอดจนมีอิทธิพลต่อสภาพภูมิอากาศของประเทศด้วย

ทั้งนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของออสเตรเลีย และอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาว เมื่อปีที่แล้ว สูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2504-2533 ถึง 0.98 องศาเซลเซียส และ 1.53 องศาเซลเซียส ตามลำดับ

ด้านบีโอเอ็ม ระบุเสริมว่า ปี 2566 เป็นปีที่อบอุ่นที่สุดเป็นประวัติการณ์ทั่วโลก โดยมีอุณหภูมิมหาสมุทรสูงที่สุด นับตั้งแต่เดือน เม.ย. และน้ำแข็งในทะเลแอนตาร์กติกา ก็อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เกือบตลอดทั้งปี

ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของปี 2566 ออสเตรเลียต้องเผชิญกับปรากฏการณ์สภาพอากาศ “เอลนีโญ” ซึ่งโดยทั่วไปทำให้เกิดอากาศร้อนและแห้งในประเทศ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่นักพยากรณ์อากาศคาดการณ์ว่า เอลนีโญ จะค่อย ๆ หายไป และเปลี่ยนเป็นปรากฏการณ์สภาพอากาศตรงกันข้าม หรือ “ลานีญา” ช่วงปลายปีนี้ ส่งผลให้สภาพอากาศในออสเตรเลีย มีแนวโน้มเปียกชื้นมากขึ้น.

เครดิตภาพ : AFP