รัฐบาลชุดปัจจุบันได้เดินหน้า ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มที่ โดยหวังจะช่วยให้มีส่วนดึงเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต!?!

แน่นอนว่า “เศรษฐกิจดิจิทัล” ต้องเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และ แพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ!?!

การร่วมส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการทำธุรกรรมออนไลน์ที่มั่นคงปลอดภัย น่าเชื่อถือ จึงเป็นฐานรากสำคัญของการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของประเทศไทย

ซึ่งหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่กำกับดูแล ก็คือ  สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า ซึ่งในปี 66 ที่ผ่านมาได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565  หรือที่เรียกว่า ก.ม.ดีพีเอส โดยมีผลบังคับตั้งแต่ 21 ส.ค.66  ซึ่งผ่านมา 6 เดือนแล้ว!!

ภาพ pixabay.com

วันนี้พามาอัปเดตการบังคับใช้ ก.ม.ฉบับนี้และแผนงานในช่วงต่อไป จากผู้บริหารของ เอ็ตด้า โดยทาง 

“ชัยชนะ มิตรพันธ์” ผู้อำนวยการ เอ็ตด้า  กล่าวว่า  เอ็ตด้า ได้ยกบทบาทสู่การเป็นหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจบริการดิจิทัล ภายใต้แนวคิดการทำงาน Co-Creation Regulator อย่างเต็มตัว ที่ได้ดำเนินงานภายใต้กฎหมาย 2 ฉบับ ตือ กฎหมาย ดิจิทัล ไอดี และกฎหมาย ดีพีเอส ซึ่งมุ่งเน้นการดำเนินงานทั้งในส่วนของการกำกับดูแลควบคู่กับการส่งเสริม เพื่อให้ประเทศเกิดการทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างมั่นใจผ่านการดำเนินงานในหลายส่วน

“การกำกับดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ภายใต้กฎหมาย ดีพีเอส ถือเป็นงานที่ค่อนข้างท้าทาย เพราะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการในประเทศไทยมีจำนวนมากและหลากหลาย การจะทำให้แพลตฟอร์มที่มีอยู่นี้เข้าสู่ระบบ มาแจ้งข้อมูลและดำเนินธุรกิจบริการภายใต้แนวปฏิบัติที่ดีสอดคล้องกับกฎหมาย จึงเป็นเรื่องที่ เอ็ตด้า ที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน ต้องเร่งวางกลยุทธ์การทำงานให้มีความรอบคอบ รัดกุม ไปพร้อมๆ กับการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม”

ชัยชนะ มิตรพันธ์

โดยเฉพาะธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่เป็นกลุ่มหลักที่ต้องมีหน้าที่ตามกฎหมายฉบับนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการดูแลผู้ใช้บริการ การให้บริการที่มีความเหมาะสม ตลอดจนการมีแนวปฏิบัติที่ดี  ที่รวมถึงการกำหนดมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดจากการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล  โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ให้ธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล มีแนวทางที่สามารถกำกับดูแลตนเองในการให้บริการที่ดีได้ในอนาคต

“ชัยชนะ มิตรพันธ์” บอกต่อว่า  หลังกฎหมายบังคับใช้มาได้ 6 เดือนแล้ว ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มดิจิทัล เข้ามาแจ้งการประกอบธุรกิจแล้ว 1,168 แพลตฟอร์ม โดยแพลตฟอร์มที่มาแจ้งมากที่สุด คือ กลุ่มบริการตลาดออนไลน์ (Online Marketplace)  จำนวน 302 แพลตฟอร์ม รองลงมาคือ บริการสื่อสารออนไลน์ (online communication) จำนวน 199 แพลตฟอร์ม และบริการรวบรวมและเผยแพร่เนื้อหาข่าวสาร (News Aggregator) จำนวน 78 แพลตฟอร์ม ซึ่งภาพรวมส่วนใหญ่เป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทยถึง 94.46 % ส่วนแพลตฟอร์มต่างประเทศที่เข้ามาแจ้งมากที่สุด ได้แก่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และ จีน ตามลำดับ

สำหรับทิศทางต่อไปนั้น ทาง  “จิตสถา ศรีประเสริฐสุข” รองผู้อำนวยการ เอ็ตด้า บอกว่า  กฎหมายฉบับนี้ มุ่งเน้นคุ้มครองประชาชนทั่วไปในฐานะผู้ใช้บริการ และผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้แพลตฟอร์มในการทำธุรกิจ ซึ่งทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าเราใช้แพลตฟอร์มตั้งแต่ตื่นนอน ไปจนถึงเข้านอน แต่ละคนอาจใช้หลายแพลตฟอร์ม ซึ่งการให้แพลตฟอร์มมาจดแจ้ง จะช่วยให้เห็นภาพ DPS Landscape ที่ให้บริการในไทยได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งตลาดให้บริการแพลตฟอร์มในไทยถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก

จิตสถา ศรีประเสริฐสุข

สำหรับก้าวต่อไป คือ การยกระดับบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความโปร่งใส เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น และเร่งให้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้าข่ายต้องแจ้งแต่ยังไม่มาแจ้งให้มาดำเนินการแจ้งข้อมูลภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งแพลตฟอร์มรายย่อย ต้องแจ้งข้อมูลภายในเวลาที่กำหนด คือภายในเดือน ส.ค.67

รวมไปถึงการเร่งสร้างความเข้าใจและกระตุ้นเตือนให้แพลตฟอร์มที่มาแจ้งข้อมูลแล้ว ต้องดำเนินการ ยื่นรายงานประจำปีกับ เอ็ตด้า เพื่ออัปเดตข้อมูลต่างๆ ทั้งในส่วนของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายจากการให้บริการในไทย จำนวนและประเภทผู้ใช้บริการ เป็นต้น

นอกจากนี้แพลตฟอร์มดิจิทัลต้องมีการแจ้งข้อตกลงและเงื่อนไขการให้บริการ (Terms & Conditions: T&C) ให้ผู้ใช้บริการทราบ ในกรณีแพลตฟอร์มที่มีลักษณะตาม มาตรา 16 ที่มีให้บริการโดยคิดค่าบริการ หรือให้บริการเป็นสื่อกลาง ในการเสนอสินค้าหรือบริการ หรือบริการ Search engine ซึ่งทั้งในส่วนรายงานประจำปี และการแจ้ง Terms & Conditions ข้างต้นแพลตฟอร์มจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 29 ก.พ. 67 นี้

นอกจากนี้เอ็ตด้ายังเตรียมออกเครื่องหมายรับแจ้ง DPS หรือ “ETDA DPS Notified”  ในเร็วๆ นี้ เพื่อใช้สำหรับแพลตฟอร์มดิจิทัลทั่วไป ที่มีลักษณะตาม ม.8 วรรคหนึ่ง ที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือ มีรายได้เกิน 50 ล้านบาท (กรณีนิติบุคคล) หรือ มีผู้ใช้งานเกิน 5,000 คนต่อเดือน

ภาพ pixabay.com

เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มกลุ่มใหญ่ที่ให้บริการแก่คนไทยทั่วไปและอาจเข้าข่ายแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยงสูง ที่อาจกระทบต่อผู้ใช้งานในวงกว้างได้ ซึ่งเครื่องหมาย “DPS” นี้ จะเป็นสัญลักษณ์ที่ให้ผู้ใช้บริการ ทั้งผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์ม พ่อค้าแม่ค้า ไรเดอร์ ตลอดจนผู้บริโภค สามารถเชื่อมั่นได้ว่า แพลตฟอร์มที่มีเครื่องหมายนี้ เป็นแพลตฟอร์มที่ได้มีการแจ้งข้อมูลการประกอบธุรกิจ มีการยืนยันตัวตน

ซี่งเมื่อเกิดเหตุหรือปัญหาสามารถติดต่อได้ มีมาตรการในการบรรเทาความเสียหายและการชดเชยเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้การดูแลของกฎหมายดีพีเอส

ขณะเดียวกันสำหรับ แพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดเล็กที่แจ้งข้อมูลแบบย่อ และไม่ได้รับเครื่องหมายดังกล่าว แต่ต้องการแสดงให้ผู้ใช้บริการทราบว่า ตนเองเป็นแพลตฟอร์มที่มีแนวปฏิบัติการให้บริการสอดคล้องกับกฎหมาย ดีพีเอส นั้น ก็สามารถนำใบรับแจ้งที่ได้จาก เอ็ตด้าไปสื่อสารสร้างการรับรู้ให้กับผู้ใช้บริการได้เช่นเดียวกัน

ถือเป็นโจทย์ใหญ่ไม่น้อยที่ต้องจัดระเบียบแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งไทยและต่างประเทศ ให้ได้ตามกฎหมายที่ออกมา เพื่อมุ่งคุ้มครองผู้ใช้บริการให้ได้มากที่สุด!?!

จิราวัฒน์ จารุพันธ์