สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ว่า งานวิจัยจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนาม เผยให้เห็นว่า ความเสียหายน่าจะมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง หรือที่เรียกกันว่า “อู่ข้าวอู่น้ำของเวียดนาม” เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งอาหาร และมีประชาชนอาศัยอยู่หลายสิบล้านคน

แม้ระดับน้ำเค็มมักจะสูงขึ้นในช่วงฤดูแล้ง แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวรุนแรงกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น, ภัยแล้ง, ความผันผวนของกระแสน้ำ และการขาดแคลนน้ำจืดจากต้นน้ำ ทำให้การสูญเสียพืชผลที่เกิดขึ้น อาจมีมูลค่าสูงถึง 70 ล้านล้านดง (ราว 102,000 ล้านบาท)

ทั้งนี้ งานวิจัยฉบับใหม่ ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิทยาศาสตร์ทรัพยากรน้ำ สังกัดกระทรวงสิ่งแวดล้อมเวียดนาม พบว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดของภูมิภาค คือ จังหวัดก่าเมา ซึ่งอาจสูญเสียพืชผลมูลค่าประมาณ 665 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 24,000 ล้านบาท) รองลงมาคือ จังหวัดเบ๊นแจ ซึ่งคาดว่าประสบความสูญเสียประมาณ 472 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 17,000 ล้านบาท)

“จากสถานการณ์ในปัจจุบัน ต้นไม้ออกผลในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ได้รับความเสียหาย 29% ส่วนพืชผลและข้าว ได้รับความเสียหาย 27% และเกือบ 14% ตามลำดับ ส่วนอุตสาหกรรมประมง ได้รับความเสียหาย 30% หรือเทียบเท่ามูลค่ามากกว่า 21 ล้านล้านดง (ราว 30,000 ล้านบาท)” รายงาน ระบุเพิ่มเติมว่า ความสูญเสียในภูมิภาคคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต จนสูงเกิน 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 111,000 ล้านบาท)

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา กรมทรัพยากรน้ำของเวียดนาม กล่าวเตือนว่า การรุกล้ำของน้ำเค็ม อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกข้าวและผลไม้ประมาณ 80,000 เฮกตาร์ ในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

ขณะที่ ศูนย์อุทก-อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติเวียดนามคาดการณ์ว่า การรุกล้ำของน้ำเค็มในพื้นที่ ระหว่างปี 2566-2567 จะสูงกว่าค่าเฉลี่ย และจะแตะระดับสูงสุด ในเดือน เม.ย. นี้.

เครดิตภาพ : AFP