ไฮไลท์ของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เกมวีกที่ 31 คงหนีไม่พ้นบิ๊กแมตช์สุดดราม่าที่ “สิงห์สำอาง” เชลซี เปิดรัง เฉือน “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 4 – 3 วันนี้จึงสรุปประเด็นที่น่าสนใจหลังเกม มาฝากแฟน ๆ ครับ

สุดร้อนแรง! “โคล พาลเมอร์” กับแฮตทริกแรกในเกมอาชีพ

นาทีนี้ต้องยอมรับว่าตัวรุกสัญชาติอังกฤษ วัย 21 ปี เจ้าของค่าตัว 42.5 ล้านปอนด์ โชว์ฟอร์มได้ดีเกินคาด หลังได้รับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีลอนดอน เจ้าตัวยังคงวาดลีลาตะบันซ้ายไม่พัก โดยล่าสุดทำแสบ ซัดแฮตทริกส่ง “สิงห์สำอาง” แซงดับ “ปิศาจแดง” ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย

พาลเมอร์ กลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกของเชลซี ที่ยิง แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ทั้งไปและกลับในฤดูกาลเดียว ต่อจากตำนานอย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่ทำไว้ในฤดูกาล 2010/11 พ่วงสถิติประตูชัยที่ล่าช้าที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก เกิดขึ้นนาทีที่ 100 กับอีก 39 วินาที

เบ็ดเสร็จ พาลเมอร์ ซัดไป 16 ประตู 9 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 21 นัด ในพรีเมียร์ลีก เรียกได้ว่าเป็น “เดอะ แบก” ของสิงห์สำอาง อย่างแท้จริง

“เอริค เทน ฮาก” นับถอยสู่วันอำลา

“เอริค เทน ฮาก” ตกที่นั่งลำบาก หลังจากนำทัพปิศาจแดงเก็บได้เพียงแต้มเดียวจาก 2 นัดล่าสุด โดยประเด็นที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก คือ การที่พวกเขา “เสียแต้มสำคัญ” จากการโดนคู่แข่งล่อเป้าในช่วงทดเวลาบาดเจ็บทั้ง 2 นัด

ไล่เรียงจากนัดที่ออกไปเยือน “ผึ้งน้อย” เบรนท์ฟอร์ด ทัพปิศาจแดง ได้ประตูขึ้นนำในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาที 90+6 จาก เมสัน เมาท์ แต่ไม่สามารถรักษาสกอร์ได้ถูก คริสตอฟเฟอร์ อาเยอร์ ยิงตีเสมอในอีก 3 นาทีต่อมา

ขณะที่แมตช์ล่าสุดหนักข้อกว่าเดิมเมื่อโดน โคล พาลเมอร์ ซัดตีเสมอในนาที 90+10 ต่อด้วยแซงชนะในนาที 90+11 ผลงานนัดดังกล่าวเข้าตา “เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์” เจ้าของทีมร่วม ที่เดินทางมาเชียร์ทีมรักถึงลอนดอนอย่างจัง กุนซือรายนี้จึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาโดยด่วน หากอยากพาทีมลุ้นติดท็อปโฟว์ เพื่อลุยศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส ลีก ในฤดูกาลหน้า ซึ่งเป็นหนทางเดียว ในการรักษาเก้าอี้ของตนเอง

“ขึ้นแท่นแมตช์คลาสสิก“

ต้องยอมรับว่านี่เป็นเกมระดับ 5 ดาว ที่ 2 บิ๊กทีมผลัดกันชิงไหวชิงพริบ โมเมนตัมพลิกไปพลิกมา สิงห์สำอาง กุมความได้เปรียบในช่วงครึ่งชั่วโมงแรกของเกม จากการขึ้นนำถึง 2-0 แต่มิวายพลาดท่า ให้แมนฯยู ตามตีเสมอ 2-2 ก่อนหมดเวลาครึ่งแรก

ขณะที่เมื่อเริ่มครึ่งหลัง พลพรรคปิศาจแดงครองเกมเหนือกว่าจนได้ประตูขึ้นนำ 3-2 นาทีที่ 67 เกมดำเนินต่อเนื่อง และ ดูเหมือนจะจบลงด้วยชัยชนะของแมนฯ ยูไนเต็ด

แต่เมื่อป้ายทดเวลา 8 นาทีถูกชูขึ้น ทัพสิงห์สำอาง ได้โอกาสโหมเข้าใส่ ด้วยแรงฮึดเฮือกสุดท้าย และสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้สำเร็จ พวกเขาตามตีเสมอจากลูกจุดโทษ และฉวยโอกาสจากการเล่นลูกเตะมุมเร็วพังประตูชัย 4-3 ก่อนเสียงนกหวีดหมดเวลาจะดังขึ้นเพียงไม่กี่วินาที

“ฟุตบอล” แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้ หากยังไม่สิ้นเสียงนกหวีด ซึ่งฉากจบของเกมนี้คล้ายคลึงกับแมตช์คลาสสิกตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกที่ “ลิเวอร์พูล“ โคจรพบกับ ”นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด“ ในฤดูกาล 1995/96

โดยแมตช์ดังกล่าวทั้ง 2 ทีมสลับกันนำและตาม เกมกำลังจะจบด้วยการแบ่งแต้ม ก่อนที่ “สแตน คอลลีมอร์” ดาวเตะ เรด แมชชีน จะสวมบทฮีโร่ ซัดประตูชัย 4-3

เชื่อว่าเรื่องราวคลาสสิกเหล่านี้จะถูกพูดถึง และ อยู่ในความทรงจำของแฟนฟุตบอลไปอีกยาวนาน….