เมื่อไม่นานมานี้ปรากฏกระแสการแต่งกายของเหล่า “มนุษย์เงินเดือน” ในประเทศจีน โดยเฉพาะคนในรุ่นเจเนอเรชัน Z (เกิดตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นไป) ซึ่งก็คือการสวม “ชุดนอน” ไปทำงานที่บริษัท โดยเน้นที่ความสวมใส่สบายและ “ไม่สนใจกระแสแฟชั่น” จนเกิดเป็นแฮชแท็ก เช่น “ชุดทำงานสุดน่าเกลียด”, “ชุดสุดน่าเกลียดที่น่าใส่ไปทำงาน”  

กระแสการแต่งกายเช่นนี้เป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านสังคมในที่ทำงาน มีเจตนาเพื่อโต้ตอบสภาพที่คนหนุ่มสาวต้องว่างงานในสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวของจีน รวมถึงวัฒนธรรมที่มองว่าพนักงานควรมีชั่วโมงทำงานมาก ๆ 

กลุ่มผู้เฝ้าสังเกตสังคมจีนเชื่อว่ากระแสการสวมชุดนอนมาทำงานในออฟฟิศอาจเป็น “ภาคต่อ” ของกระแส “Tang Ping” (Lying flat) ของหนุ่มสาวจีนช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งหมายถึงการใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยไม่ทำอะไรเลยหรือทำเท่าที่จำเป็น ไม่สนใจการทำงานหนักและทุ่มเทโดยมีเป้าหมายว่าจะต้องประสบความสำเร็จด้านอาชีพหรือชีวิต

พฤติกรรมการสวมชุดนอนน่าเกลียด ๆ มาออฟฟิศเทียบเท่ากับคำปฏิเสธของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อลัทธิบริโภคนิยมและค่านิยมที่กระตุ้นให้คนมีความทะเยอทะยานเพื่อความสำเร็จ นอกจากนี้ยังเป็นการเย้ยหยันความคาดหวังของสังคมที่มีต่อคนหนุ่มสาว รวมถึงท้าทายค่านิยมการแต่งกายตามสถานภาพซึ่งคนรุ่นใหม่มองว่าเป็นเรื่องล้าสมัย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทางการจีนไม่ได้คิดว่ากระแสการแต่งชุดนอนไปทำงานจะเป็นปัญหาใหญ่ โดยมองว่าเป็นเพียงกระแสการล้อเลียนที่พอจะยอมรับได้ ตราบเท่าที่ไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน

กลุ่มสังเกตปรากฏการณ์สังคมจีนเชื่อว่าสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดเมื่อไม่กี่ปีก่อนทำให้การแต่งกายแบบง่าย ๆ ไม่เคร่งครัดเรื่องกาลเทศะกลายเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ยอมรับกันได้ 

นอกจากนี้ชาวจีนรุ่นใหม่ยังให้ความสนใจเรื่องการรักษาสมดุลของการทำงานและการใช้ชีวิตมากขึ้น และปฏิเสธธรรมเนียมการทำงานแบบ “996” (ทำงานตั้งแต่ 09.00-21.00 น. สัปดาห์ละ 6 วัน) ซึ่งเคยเป็นบรรทัดฐานของคนทำงานในสังคมจีนยึดถือกันมา 

ที่มา : nextshark.com

เครดิตภาพ : YouTube / 鏡新聞