นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทยฯ กล่าวถึงปัญหาของกีฬาเจ็ตสกี ที่ตอนนี้ไม่มีบรรจุเป็นกีฬาเข้าแข่งขันในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2568 ว่า เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่สมาคมกีฬาเจ็ตสกีฯ ได้สอบถามถึงวิธีการอย่างเป็นทางการ ในการขอให้บรรจุแข่งขันในซีเกมส์ 2025 เนื่องจากผลงานล่าสุด ในซีเกมส์ ครั้งที่ 32 ที่กัมพูชา เมื่อปีที่แล้ว เจ็ตสกี คว้ามา 4 ทอง, 5 เงิน, 1 ทองแดง ทำให้ สมาคมฯ ค่อนข้างมั่นใจว่า จะเป็นหนึ่งกีฬาที่ร่วมรับใช้ชาติได้ดี

ทั้งนี้ สาเหตุอาจเป็นเพราะทางการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารตลอด เพราะ 2 ปีมาแล้ว ที่สมาคมฯ ได้เริ่มถามข้อมูล แต่ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าในด้านเอกสารจะต้องทำอย่างไรแน่ ด้วยความร้อนใจที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ในทางกลับกันเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาแข่งขัน ที่ภาครัฐทุกฝ่ายเข้ามาแสดงความยินดี เมื่อกีฬาเจ็ตสกี คว้าเหรียญทองให้ประเทศ และเหตุการณ์เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ในปีที่ผ่านมา ทำให้ สมาคมฯ เริ่มพิจารณาว่า หรือจริงๆ แล้ว ท่านลืมกีฬาที่รับใช้ชาติและสร้างผลงานให้ชาติไทย เพราะไม่มีความสำคัญจริงๆ

“ยิ่งถ้าย้อนกลับไปดูผลงาน กีฬาเจ็ตสกีและมหกรรมกีฬานั้น ไม่ใช่กีฬาอื่นไกลเลย ตั้งแต่ปี 2008 เจ็ตสกี คว้า 3 ทอง ในเอเชียนบีชเกมส์, ตามมาด้วย 1 ทอง ในปี 2010, 4 ทอง ในปี 2014 กระทั้งถึงเอเชียนเกมส์ 2018 เจ็ตสกี ก็คว้า 1 ใน 11 ทอง ให้กับประเทศไทย และมาถึงล่าสุดซีเกมส์ 2023 ดังที่กล่าวมาข้างต้น”

พ่อบ้านเจ็ตสกีไทย กล่าวต่อว่า ดังนั้นถึงเวลาที่ต้องพูดความจริงแล้วว่า หน่วยงานกีฬาชาติให้ความสนใจแต่กีฬาใหญ่ ถ้าเป็นเช่นนั้น กลุ่มกีฬาเล็กๆ จะได้ไม่ต้องตั้งใจสร้างผลงานให้ประเทศ ตัวชี้วัดต่างๆ ที่ กกท. ทำขึ้น ขอให้ยกเลิกไป เพราะมันย้อนแย้ง เนื่องจากพอทำผลงานให้ชาติได้จริงๆ ก็ไม่เห็นจะถูกจัดเป็นกีฬาความหวังเหรียญทองอะไร ตรงนี้ขอฝากถึงผู้ว่าการ กกท. โดยตรง ต่อไปนี้ สมาคมฯ คงต้องสำนึกความสำคัญของกีฬาเล็กๆ เอง เมื่อชาติไทยสนใจแต่กีฬาใหญ่ๆ กลุ่มกีฬาเล็กๆ ไม่ต้องพยายามให้มาก และพี่น้องประชาชนจะได้ทราบตรงกัน.