เมื่อวันที่ 5 ก.ค. สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่องดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือน มิ.ย.2569 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,054 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-3 ก.ค.2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือน มิ.ย. เฉลี่ย 3.69 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ค.2569 ที่ได้ 3.66 คะแนนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.17 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.03 คะแนน

สำหรับนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 35 รองลงมาคือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ร้อยละ 27.84 ตามด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 16.11, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ร้อยละ 13.02, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ร้อยละ 8.03 ส่วนฝ่ายค้าน คือ น.ส.รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 30.12 รองลงมาคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 24.11, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 23.6, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ร้อยละ 11.62, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ร้อยละ 10.55

ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ไทยช่วยไทยพลัส ร้อยละ 62.37 ตามมาด้วยนโยบายเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 23.91, การแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา 13.72 ด้านผลงานฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบประจำเดือน คือ การตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ร้อยละ 44.14 รองลงมา คือ การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ปี 2570 ร้อยละ 35.58, การติดตามตรวจสอบการทุจริต คอร์รัปชัน ร้อยละ 20.28

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล กล่าวว่า ภาพรวมดัชนีขยับขึ้น 0.03 คะแนน โดยมี “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยสร้างความรู้สึกเชิงบวกและบรรเทาภาระค่าครองชีพในระดับหนึ่ง แต่เศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัว จึงทำให้คะแนนด้านเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำนอกจากนี้ อีกทั้งผลงานรัฐบาลและผลงานนายกรัฐมนตรียังปรับลดลง สะท้อนว่าแม้ประชาชนจะชื่นชอบมาตรการช่วยเหลือเฉพาะด้าน แต่ยังไม่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมอย่างชัดเจน

ขณะที่ ผศ.ดร.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมิ.ย. 2569 ชี้ให้เห็นว่าในภาพรวมมีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากนโยบายบรรเทาทุกข์ระยะสั้นของรัฐบาล เช่น ไทยช่วยไทยพลัส แต่ในทางกลับกันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังขาดประสิทธิผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความโปร่งใสและการปราบปรามการทุจริต รวมถึงการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดของการสำรวจซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และเสถียรภาพของรัฐบาลที่มีคะแนนลดลงเช่นเดียวกัน ขณะที่ผลงานของฝ่ายค้านมีความโดดเด่นสูงสุดจากการสำรวจครั้งนี้ และผลสำรวจสะท้อนให้เห็นสภาวะที่ฝ่ายบริหารต้องพึ่งพานโยบายสวัสดิการเพื่อรักษาเสถียรภาพและความนิยมที่มีต่อรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งปรับปรุงยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภาครัฐ และยกระดับระบบธรรมาภิบาลเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน มิฉะนั้นแล้วในระยะต่อๆไป หลังจากนี้ รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นจากกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มข้นขึ้นในอนาคต.