“ตุ้มๆ ต่อมๆ” แม้จะผ่านมานาน 10 ปี แต่ประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 54 ไม่เว้นแม้แต่เมืองหลวงยังเป็นภาพจำที่ทำหลายคนกังวลกับสถานการณ์ขณะนี้ จะเกิดผลลัพธ์เหมือนปี 54 หรือไม่  

อย่างไรก็ตาม จากการรับฟังข้อมูลหลายหน่วยงานคาดการณ์ทิศทางเดียวกัน “สถานการณ์ไม่ซ้ำรอย” หนึ่งในหน่วยงานที่ออกมาวิเคราะห์ความเสี่ยงไว้น่าสนใจคือ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ซึ่งร่วมกับ สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย โดย นายชวลิต จันทรรัตน์ นายกสมาคมวิศวกรฯ ให้ข้อมูลถึงปริมาณและมวลน้ำปี 64 น้อยกว่าปี 54 มาก แต่เนื่องจากน้ำส่วนใหญ่ที่ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำน้อย ไหลอยู่เพียงในลำน้ำ ทำให้มีการไหลล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำบางพื้นที่

ทั้งนี้ หากมองด้วยตาอาจเห็นว่ามีความเร็วและความแรงมากใกล้เคียงกัน ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง สังเกตได้จาก 1.พื้นที่น้ำท่วมและระยะเวลาน้ำลด ปี 64 มีพื้นที่น้ำท่วมในที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนประมาณ 595,000 ไร่ ขณะที่ปี 54 มีพื้นที่น้ำท่วมมากกว่าประมาณ 2.5 เท่า และ 2.พื้นที่เสี่ยงที่ต้องเตรียมความพร้อม กรมชลประทานมีการบริหารจัดการน้ำด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท รวมถึงการตัดยอดน้ำเข้าระบบคลองชลประทานทั้งสองฝั่ง ทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

ขณะที่ รศ.ดร.สมิตร ส่งพิริยะกิจ ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. มองว่าปัจจุบันทางกายภาพของเเม่น้ำเจ้าพระยาแตกต่างจากปี 54 เนื่องจากมีการก่อสร้างกำแพงยกระดับริมตลิ่งทั้งสองข้าง ทำให้ระดับน้ำมีลักษณะยกตัวสูงขึ้น ไม่แผ่ราบกระจายไปทั่วเหมือนแต่ก่อน เช่นนี้จึงป้องกันน้ำที่หลากมาจากทางแม่น้ำ แต่ก็เป็นอุปสรรคการระบายออกจากเขตเมืองในกรณีฝนตก พร้อมกันนี้ เสนอว่ารัฐควรลงทุนกับการเวนคืนและสร้างคูคลอง แม่น้ำสายใหม่ เพื่อแก้ปัญหาที่ท่วมซ้ำซาก ถือเป็นการสร้างตัวช่วยควบคุมน้ำทางชลศาสตร์ทำได้ดีไม่เพียงแต่ในฤดูฝน แต่จะช่วยกักเก็บและกระจายน้ำในฤดูแล้งได้ด้วย

ในส่วนของ กทม. แม้ยังไม่มีสัญญาณวิกฤติ แต่การเตรียมความพร้อมคือหัวใจกรณีฉุกเฉิน ซึ่งพื้นที่ กทม. มี 2 เขตหลักที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบการขึ้นลงสถานการณ์น้ำได้แก่ เขตตลิ่งชัน และเขตบางขุนเทียน

นายดลจิตร์  เสรีรักษ์ ผอ.เขตตลิ่งชัน เผยถึงการรับมือเบื้องต้นมอบหมายเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธาออกตรวจสภาพการระบายน้ำ เช่น กำจัดวัชพืชในคูคลอง เพื่อเปิดทางน้ำไหล พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องสูบน้ำทุกจุดรวม 15 จุด โดยให้เดินเครื่องสูบน้ำเต็มกำลังเร่งการระบายบริเวณจุดเฝ้าระวังและจุดอ่อนน้ำท่วม ขณะที่ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะต้องออกสำรวจจัดเก็บขยะหน้าตะแกรงเคลียสภาพพื้นที่ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบาย

ด้าน นายมานะชัย  กฤตอำไพ ผู้ช่วย ผอ.เขตบางขุนเทียน รักษาราชการแทน ผอ.เขตบางขุนเทียน ระบุถึงการติดตั้งเครื่องสูบน้ำและตรวจสอบให้พร้อมใช้งานตลอด เน้นจุดอ่อนน้ำท่วมทั้ง 8 จุด ทั้งนี้ ตลอดปีที่ผ่านมาเขตบางขุนเทียนทยอยกำจัดวัชพืชในลำน้ำต่อเนื่อง และร่วมกับสำนักการระบายน้ำขุดลอกคูคลอง 3 แห่ง ที่เป็นทางผ่านน้ำไหลลงสู่อ่าวไทย ได้แก่ คลองบางหญ้า คลองพระไชย และคลองบางขโมย  

สำหรับแผนภาพรวมก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. สั่งการทุกหน่วยเฝ้าระวังใกล้ชิดทั้งสถานการณ์น้ำเหนือ และสถานการณ์น้ำฝน โดยกำชับ 9 ข้อปฏิบัติ ประกอบด้วย 1. ติดตามสภาพอากาศตลอด 24 ชม. 2. เตรียมเครื่องสูบน้ำให้พร้อมใช้งาน จัดเจ้าหน้าที่พร้อมแก้ไขน้ำท่วม หรือเสี่ยงท่วม 3.พร่องน้ำในคลอง ควบคุมระดับน้ำในบ่อสูบน้ำและแก้มลิง ให้อยู่ระดับต่ำตามแผน  4.เมื่อฝนตก ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม แจ้งเตือนสถานการณ์ให้ผู้ปฏิบัติภาคสนาม และแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านกลุ่มไลน์ “เตือนภัยน้ำท่วม กทม.” ซึ่งมีฝ่ายปกครองทั้ง ปภ. ทหาร ตำรวจ และสื่อเพื่อรับทราบข้อมูลทันที  5. หน่วยปฏิบัติการเร่งด่วน (BEST) ประจำจุดเสี่ยงน้ำท่วมและจุดสำคัญเมื่อคาดว่าจะมีฝนตกหนัก เพื่อเร่งระบาย และลดผลกระทบการจราจร

6.หน่วยงานภาคสนามลงพื้นที่ตามจุดต่างๆ และรายงานจุดน้ำท่วมแก่ศูนย์ควบคุมฯ จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ 7. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปิดเส้นทางน้ำท่วม และลำเลียงประชาชนออกจากพื้นที่ หากมีระดับน้ำท่วมสูงระดับรถเล็กไม่สามารถใช้เส้นทางผ่านได้ 8. เร่งแก้ไขปัญหาจุดวิกฤติ ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำชนิดเคลื่อนที่เพิ่มเติม และ 9. ศูนย์ควบคุมฯ รายงานสภาพฝน ปริมาณฝน พื้นที่น้ำท่วมขังเป็นระยะ เพื่อเตือนภัย

ทั้งนี้ กรณีฉุกเฉิน กทม.จะจัดตั้งศูนย์บูรณาการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยมี ผอ.เขต เป็นผู้บัญชาเหตุการณ์ พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานและจังหวัดใกล้เคียง และเตรียมแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบตามเส้นทางที่มีแนวก่อสร้าง เช่น โครงการระบบระบายน้ำแนวถนนวิภาวดี และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ด้วย.