สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ว่าทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ เตรียมใช้มาตรการกำแพงภาษีรอบใหม่กับจีน รวมมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 660,123 ล้านบาท) เริ่มตั้งแต่ปีนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ “เพื่อกระตุ้นและโน้มน้าวให้จีนยุติการใช้นโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม” ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานล้นตลาด
ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดเป็นการปรับปรุงและสานต่อ จากมาตรการซึ่งรัฐบาลวอชิงตันชุดก่อนหน้า ในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำสงครามการค้ากับจีน ด้วยการที่ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีครอบคลุมสินค้าจีนหลายประเภท รวมมูลค่ามากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท)
US sharply raises tariffs on Chinese EVs and semiconductor imports https://t.co/CIy5MmzRpY
— Financial Times (@FT) May 14, 2024
สำหรับสินค้าของจีนที่รัฐบาลไบเดนจะขึ้นภาษีนั้น รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) จาก 27.5% เป็น 102.5% และโซลาร์เซลล์ จาก 25% เป็น 50% ภายในปีนี้ ด้านเซมิคอนดักเตอร์บางประเภทจากจีน ต้องชำระภาษีเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 50% ภายในปี 2568 นอกจากนี้ ยังมี “สินค้าประเภทอุปกรณ์การแพทย์” และแร่ธาตุอีกหลายรายการ ที่จะมีการขึ้นภาษีเช่นกัน ส่วนสินค้าที่มีการตั้งกำแพงภาษีในยุครัฐบาลทรัมป์ จะยังคงอยู่ที่อัตราเดิม
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ประณามอย่างหนัก ว่าเป็นการละเมิดกฎระเบียบการค้าที่กำหนดโดยองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ท่ามกลางการคาดหมายของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ว่ารัฐบาลปักกิ่งจะใช้มาตรการแบบเดียวกัน ตอบโต้กำแพงภาษีรอบใหม่ของสหรัฐ.
เครดิตภาพ : AFP



