วันนี้(8ต.ค.) ที่บช.น. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. แถลงผลการปฏิบัติการดูแลความสงบเรียบร้อย และผลการปรับยุทธวิธีรับมือการชุมนุมที่แยกดินแดงที่ผ่านมา ว่า วันนี้มีการนัดหมายชุมนุมทั้งหมด 3 กลุ่ม 2 กลุ่มแรกคือ กลุ่มพลเมืองโต้กลับ และเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน มีการนัดหมายที่ ศาลฎีกาและทำเนียบรัฐบาล ซึ่ง 2 กลุ่มนี้คาดว่าน่าจะไม่มีการเคลื่อนย้ายสถานที่ หรือใช้ความรุนแรง ส่วนกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มทะลุแก็ส ซึ่งกลุ่มนี้มีการนัดหมายที่สามเหลี่ยมดินแดง โดยไม่ระบุเวลา คาดการว่าอาจจะมีการใช้อาวุธและความรุนแรงในพื้นที่

พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนผลการปฏิบัติการดูแลและควบคุมสถานการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา มีการนัดรวมตัวชุมนุมด้วยกัน 3 กลุ่ม สองกลุ่มแรกพลเมืองโต้กลับ และเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรง ส่วนกลุ่มทะลุแก๊ส ที่สามเหลี่ยมดินแดง ภายหลังเกิดเหตุยิง ส.ต.ต.เดชวิทย์ เลทเท็สสัน ผบ.หมู่ กก.อารักขา 1 ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการปรับยุทธวิธีเชิงรุก โดยการนำกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ ตั้งแต่เวลา 18.00 น. และดูแลความสงบตลอดทั้งคืน ทำให้เมื่อคืนที่ผ่านมาไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง

“สำหรับการปรับยุทธวิธีในครั้งเป็นการประเมินสถานการณ์ ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุคือหลังก่อเหตุจะหลบหนีเข้าไปซ่อนตัวในแฟลตดินแดง พร้อมทั้งมีการซุกซ่อนอาวุธไว้ในพื้นที่ พอเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมก็จะใช้อาวุธต่อสู้หรือทำร้ายเจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ จึงต้องมีการปรับปฏิบัติการในเชิงรุก ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างดี การตรึงกำลังแบบนี้ทำให้ผู้ก่อเหตุไม่มีโอกาส หรือสามารถก่อเหตุได้ ซึ่งจะใช้ยุทธวิธีนี้ตลอดไปหลังจากนี้ ทั้งนี้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ต้องเป็นหวง ว่าหากเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังในจึงจุดนี้ แล้วผู้ก่อเหตุจะไปก่อเหตุในจุดอื่นอีก เพราะนอกจากจุดที่เกิดเหตุ ยังมีเจ้าหน้าที่ประจำในจุดอื่นๆที่พร้อมจะเข้าระงับเหตุหากมีการก่อความวุ่นวายในระยะ 5-10 กม. ยอมรับว่าหากยังคงปฏิบัติยุทธวิธีนี้อาจจะส่งผลเรื่องความเหนื่อยล้าของกำลังพล หากกำลังไม่เพียงพอและลดความเหนื่อยล้าก็จะขอกำลังในส่วนภูธรเข้ามาช่วยด้วย” รอง ผบช.น. กล่าว

พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของการดำเนินคดีนั้นพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิย และพ.ร.บ.ควบคุมโรค ซึ่งพฤติกรรมใดที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดถือเป็นความผิด นอกจากนี้พบว่าผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเยาวชน และมีการชักชวนผ่านทางโซเชียล จึงอยากฝากเตือนเยาวชนที่เข้าร่วมการชุมนุมอาจจะส่งผลถึงอนาคต ส่วนผู้ปกครองควรเตือนบุตรหลาน เพราะอาจจะส่งผลกระทบกับความปกติสุขของครอบครัว ส่วนผู้ที่กระทำความผิดซ้ำศาลอาจจะให้ดุลพินิจในการเพิ่มโทษในความผิดครั้งต่อไป โดยตลอดการชุมนุมเจ้าหน้าที่ได้มีการดำเนินคดีแล้ว 646 คดี สั่งฟ้องไปแล้ว 302 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวน 344 คดี

ทั้งนี้ทางด้าน พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้มีความเป็นห่วงเรื่องความรุนแรงในพื้นที่การชุมนุม โดยเมื่อวานได้ลงพื้นที่ดูสถานการด้วยตัวเอง พร้อมสั่งการใน 3 ประเด็น คือ 1.เรื่องความปลอดภัยของด่านหน้า ให้มีการจัดหาอุปกรณ์เซฟตี้ให้เพียงพอกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 2.ปรับยุทธวิธีเชิงรุก เพื่อความสงบของชาวบ้าน และป้องกันการเอาอาวุธเข้าพื้นที่ และ3.ควบคุมการสืบสวนสอบสวนด้วยตัวเอง