เมื่อวันที่ 18 ส.ค.เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง พ.ศ.2567 และกำหนดเขตระบาด “ปลาหมอคางดำ” 19 จังหวัด โดยระบุว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง พ.ศ.2567 เพื่อประโยชน์ในการป้องกันอันตรายมิให้เกิดแก่สัตว์น้ำและระบบนิเวศ จึงสมควรกำหนดชนิดสัตว์น้ำบางชนิดที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ห้ามมิให้บุคคลใด มีไว้ในครอบครองปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) มีชีวิตและที่ไม่มีชีวิต นอกพื้นที่การแพร่ระบาดตามที่อธิบดีประกาศกำหนด

ข้อ 2 ความในข้อ 1 มิให้ใช้บังคับกรณี ดังต่อไปนี้ 1. กรณีมีการครอบครองโดยการเคลื่อนย้ายปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำที่ไม่มีชีวิต ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้  (1.1) การเคลื่อนย้ายในลักษณะที่มีการแช่เย็นด้วยน้ำแข็ง ซึ่งมีภาชนะบรรจุมิดชิด  (1.2) การเคลื่อนย้ายในลักษณะที่มีการแช่แข็ง (1.3) การเคลื่อนย้ายในลักษณะที่มีการแปรรูปเบื้องต้นแล้ว เช่น การตัดหัว ควักไส้ แล่เป็นชิ้น หมักเกลือ เป็นต้น

2. กรณีการเคลื่อนย้ายปลาหมอสีคางตำหรือปลาหมอคางดำที่ไม่มีชีวิตเพื่อนำไปแปแปรรูป เป็นปลาปัน ต้องเคลื่อนย้ายแบบแห้ง และอยู่ในภาชนะบรรจุมิดชิด 3. กรณีการเคลื่อนย้ายปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำที่ไม่มีชีวิต เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบตามโครงการของรัฐ เช่น การทำน้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น ต้องเคลื่อนย้ายแบบแห้ง และอยู่ในภาชนะบรรจุมิดชิด 4. กรณีการเคลื่อนย้ายปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำที่ไม่มีชีวิตที่กระทำโดยทางราชการเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดและกำจัดออกจากที่จับสัตว์น้ำ

ข้อ 3 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

นอกจากนี้ราชกิจจานุเบกษา ยังเผยแพร่ประกาศของกรมประมง โดยระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในข้อ 1 ของประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามมีไว้ในครอบครอง พ.ศ. 2567 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2567 กรมประมงจึงประกาศให้บริเวณพื้นที่ตามแนบท้ายประกาศนี้ เป็นเขตพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ หรือ ปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron)

สำหรับพื้นที่ที่พบปลาหมอคางดำแพร่ระบาด ได้แก่ 1.จันทบุรี (อ.นายายอาม-อ.ท่าใหม่) 2.ระยอง (อ.แกลง,อ.เมืองระยอง,บ้านฉาง)  3.ฉะเชิงเทรา (อ.บางคล้า,อ.บางปะกง,อ.บ้านโพธิ์,อ.เมืองฉะเชิงเทรา) 4.สมุทรปราการ (อ.เมืองปราการ,อ.บางบ่อ,อ.บางพลี,พระประแดง,พระสมุทรเจดีย์) 5.นนทบุรี (อ.เมือง,อ.บางบัวทอง,อ.ไทรน้อย,อ.บางกรวย-บางใหญ่,อ.ปากเกร็ด) 6.กรุงเทพมหานคร (เขตบางขุนเทียน, ทวีวัฒนา, ดุสิต, ราชเทวี, ดินแดง, ทุ่งครุ, บางกอกน้อย, ลาดกระบัง, จอมทอง และ หนองแขม) 7.นครปฐม (อ.นครชัยศรี-อ.เมือง-อ.ดอนตูม-อ.สามพราน)

8.ราชบุรี (อ.เมือง-อ.ดำเนินสะดวก-อ.ปากท่อ-อ.โพธาราม-อ.บางแพ-อ.วัดเพลง) 9.สมุทรสาคร (อ.เมืองสมุทรสาคร,อ.บ้านแพ้ว,อ.กระทุ่มแบน) 10.สมุทรสงคราม (อ.อัมพวา,อ.เมืองสมุทรสงคราม,อ.บางคนที) 11.เพชรบุรี (อ.บ้านแหลม,อ.หนองหญ้าปล้อง,อ.เขาย้อย,อ.เมือง,อ.เพชรบุรี,อ.ท่ายอง,อ.ชะอำ,อ.บ้านลาด)

12.ประจวบคีรีขันธ์ (อ.ปราณบุรี,อ.กุยบุรี,อ.สามร้อยยอด,อ.หัวหิน,อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์,อ.ทับสะแก,อ.บางสะพาน,อ.บางสะพานน้อย) 13.ชุมพร (อ.สวี,อ.ละแม,อ.เมืองชุมพร,อ.หลังสวน,อ.ปะทิว,อ.ทุ่งตะโก) 14.สุราษฎร์ธานี (อ.ท่าชนะ,อ.ไชยา) 15.นครศรีธรรมราช (อ.หัวไทร,อ.ปากพนัง,อ.เชียรใหญ่)  16.สงขลา (อ.ระโนด) 17.ชลบุรี (อ.เมืองชลบุรี) 18.พัทลุง (อ.ป่าพะยอม) 19.ปราจีนบุรี (อ.บ้านสร้าง