สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงนูกูอาโลฟา ประเทศตองกา เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ว่านายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวว ระหว่างการประชุมสุดยอดหมู่เกาะแปซิฟิก ที่ตองกา และเตือนถึงระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก “ผมมาที่ตองกาเพื่อประกาศภาวะฉุกเฉินระดับโลก ‘SOS – Save Our Seas’ เพื่อปกป้องมหาสมุทรแปซิฟิกจากภัยพิบัติทั่วโลก” กูเตร์เรสกล่าว
Pacific Islands are facing a triple threat from climate change: rising sea levels, warming oceans, and increasing acidification. These changes are putting their socioeconomic stability—and even their very existence—at risk. This is the #StateOfClimate.https://t.co/Oc1CuescBO pic.twitter.com/fwr3I3jVSc
— World Meteorological Organization (@WMO) August 27, 2024
หมู่เกาะแปซิฟิกมีประชากรบางเบาและมีอุตสาหกรรมหนักเพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันน้อยกว่าร้อยละ 0.02 ของปริมาณมลพิษทั่วโลกในทุก ๆ ปี อย่างไรก็ตาม หมู่เกาะและแนวปะการังในแปซิฟิกกลับถูกคุกคามอย่างรวดเร็ว จากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกติดตั้งมาตรวัด เพื่อเฝ้าติดตามน้ำขึ้นน้ำลงที่ชายหาดของมหาสมุทรแปซิฟิก มาตั้งแต่ช่วงปี 2533 โดยพบว่าระดับน้ำทะเลบางส่วนสูงขึ้นประมาณ 15 เซนติเมตร ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ด้านค่าเฉลี่ยของทั่วโลกอยู่ที่ 9.4 เซนติเมตร “มันชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเวลาของเราในการเร่งแก้ไขสถานการณ์กำลังจะหมดลง” น.ส.เซเลสเต เซาโล เลขาธิการดับเบิลยูเอ็มโอ กล่าว
ระดับน้ำทะเลที่คิริบาส หรือคิริบาตี และหมู่เกาะคุก เท่ากับหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเพียงเล็กน้อย ขณะที่ในบางพื้นที่ เช่น เมืองหลวงของซามัว และหมู่เกาะฟิจิ มีระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเกือบ 3 เท่า ส่วนที่ตูวาลู ซึ่งเป็นประเทศที่มีระดับต่ำ พื้นดินเหลือน้อยลงมากจนต้องใช้ลานจอดเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติ เพื่อเป็นสนามเด็กเล่นชั่วคราว
ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า แม้สถานการณ์ยังไม่รุนแรงนัก แต่ตูวาลูอาจหายไปจากแผนที่โลกเกือบทั้งหมดภายใน 30 ปีข้างหน้า “มันคือหายนะครั้งแล้วครั้งเล่า และเรากำลังสูญเสียความสามารถในการฟื้นฟูและทนต่อพายุไซโคลนและอุทกภัยครั้งต่อไป” นายไมนา ทาเลีย รมว.ภูมิอากาศของตูวาลู กล่าว “สำหรับประเทศที่อยู่ต่ำ มันคือเรื่องของการเอาชีวิตรอด”
“Rising seas are a crisis entirely of humanity’s making.
— United Nations (@UN) August 26, 2024
A crisis that will soon swell to an almost unimaginable scale.”
In Tonga, @antonioguterres calls for drastic global emissions cuts, fossil fuel phase out & boost to climate adaptation investments. https://t.co/KDuzQzahAz pic.twitter.com/A0ISdgyk2H
ในอดีต ความทุกข์ยากของประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิกมักถูกมองข้าม เนื่องจากหมู่เกาะเหล่านี้แยกตัวจากกันและขาดกำลังทางเศรษฐกิจ ในสายตานักวิทยาศาสตร์ ประเทศเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงปัญหาสภาพภูมิอากาศในพื้นที่อื่น ๆ ของโลก
“รายงานฉบับใหม่ยืนยันในสิ่งที่ผู้นำประเทศในแปซิฟิกเรียกร้องมาเป็นเวลาหลายปี” นายเวส มอร์แกน นักวิจัยด้านภูมิอากาศของออสเตรเลีย กล่าว โดยภาวะโลกร้อนถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงระดับสูงสุด ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ในแปซิฟิกกำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอด และจัดการกับมลพิษเพื่อในอนาคต
ตามข้อมูลของยูเอ็น ระดับน้ำทะเลในแปซิฟิกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประชากรส่วนใหญ่ต้องอาศัยให้ห่างจากชายฝั่งในระยะ 5 กิโลเมตร ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำลายแหล่งอาหารและน้ำที่สำคัญ เช่นเดียวกับน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นและภาวะเป็นกรดของมหาสมุทร ที่ค่อย ๆ ทำลายแนวปะการัง ซึ่งมีความสำคัญมากต่อห่วงโซ่อาหารในท้องทะเล.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



