เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 3 ต.ค. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยของนักเรียน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้รถบัสทัศนศึกษานักเรียน จนส่งผลให้มีครูและนักเรียนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 67 ที่ผ่านมา ว่า กทม.มีการใช้ใน 2 ส่วนคือ ส่วนแรกเรามีรถของเราเองในหลายสำนัก เช่น เอาไว้ใช้สำหรับรับส่งนักเรียน-นักกีฬามีอยู่ 80 คันก็ต้องเข้มงวดในเรื่องของการตรวจสอบสภาพรถ ทั้งในแง่ของตัวรถและคนขับ เพื่อให้ตรงตามมาตรฐานความปลอดภัยและเป็นมาตรฐานเดียว โดยการตรวจสภาพรถ มอบหมายให้กองช่างกลโรงงาน สำนักการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบดูแลและต้องทำให้ดีกว่ามาตรฐาน ซึ่งรถทั้งหมดของ กทม. ได้ถูกส่งไปตรวจที่กรมการขนส่งทางบกเป็นประจำทุกปี
ส่วนที่ 2 จะเป็นรถที่ใช้ในการทัศนศึกษาของโรงเรียนในสังกัด กทม. ก็จะมี TOR กำหนดไว้ในการเช่ารถจากเอกชน ซึ่งแต่ละโรงเรียนมี TOR ไม่เหมือนกันแต่หลังจากนี้ ซึ่งจะให้มีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาตรงนี้ให้ละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทบทวนและกำหนดสัญญาให้ไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งที่ผ่านมาเวลาไปทัศนศึกษาจะมีรถตำรวจนำขบวนตลอดเส้นทาง
นายชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการทัศนศึกษาของ กทม. ซึ่งได้รับเงินที่รัฐบาลให้มา 300 บาทต่อหัว ส่วนใหญ่เป็นการทัศนศึกษาในกรุงเทพฯ ไปไกลสุดแค่ดรีมเวิลด์ ถ้าเป็นเด็กเล็กก็มาที่สยาม และส่วนใหญ่ก็จะมีรถตำรวจนำทุกครั้งเพราะว่าเราเดินทางไปจำนวนมาก ฉะนั้น ได้สั่งการให้ทบทวนความเหมาะสมในกรณีเด็กเล็กมากๆ ก็ให้พิจารณาถึงความเหมาะสมในเรื่องของการทัศนศึกษาของเด็กให้สมวัย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้สั่งการให้หยุด แต่ให้พิจารณาตามความเหมาะสม คิดว่ากิจกรรมทัศนศึกษามีเหตุผลที่เป็นเชิงบวกในการพาเด็กไปหาประสบการณ์ ขณะเดียวกันคงต้องดูเรื่องเชิงลบควบคู่ด้วย ด้านกิจกรรมลูกเสือเนตรนารี กทม. มีค่ายของเราเองที่ดอนเมืองกับที่ทุ่งครุ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก
“ก็คงให้หลีกเลี่ยงต่างจังหวัดให้มากที่สุด ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไป เพราะเป็นหน้าที่เราต้องดูแลเด็กๆ แทนพ่อแม่เขา ซึ่งบางครั้งก็มีจุดที่อาจเป็นอันตรายได้” นายชัชชาติ กล่าว.



