การล้างจาน ชาม ถ้วย หม้อ กระทะ ช้อนส้อม ตะเกียบ ช่วยกำจัดเศษอาหารและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรค แต่การ “ล้างจาน” และใช้ “น้ำยาล้างจาน” แบบผิดวิธี มีอันตรายมากกว่าที่เราคิด เหมือนเรากำลังกิน “ยาพิษ” เข้าไปสู่ร่างกายมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว
เราล้างจานสกปรกเพื่อขจัดคราบมัน และอาหารที่เหลือ ซึ่งสามารถย่อยสลายและกักเก็บแบคทีเรียทุกชนิด อาหารหลายชนิดที่เรากินมีน้ำมัน ไขมันสัตว์ และโปรตีนที่ไม่ละลายน้ำสูง หากคุณจุ่มจานที่ทาน้ำมันลงในน้ำ คุณจะเห็นน้ำไหลออกจากจาน เนื่องจากน้ำไม่สามารถละลายน้ำมันได้ ดังนั้นคุณจึงต้องมีสารที่สามารถจับน้ำและน้ำมันเข้าด้วยกัน เพื่อล้างออกได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม การล้างจานและใช้น้ำยาล้างจานอย่างไม่ถูกต้อง อาจทำให้คุณเผลอกิน “ยาพิษ” โดยไม่รู้ตัว

นี่คือ 5 นิสัยอันตรายในการ “ล้างจาน” และใช้ “น้ำยาล้างจาน” ที่ต้องรีบเลิก เพื่อปกป้องสุขภาพของตัวเองและครอบครัว
- เทน้ำยาล้างจานลงบนจานโดยตรง และใช้ในปริมาณมาก ๆ
หลาย ๆ คนเชื่อว่าการเทน้ำยาล้างจานสูตรเข้มข้นลงบนจานโดยตรง จะมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว นักวิจัยระบุว่า การไม่เจือจางน้ำยาล้างจาน มีแต่จะทำให้เกิดผลเสีย เพราะเสี่ยงที่จะมีน้ำยาล้างจานตกค้างอยู่บนพื้นผิวของจานจำนวนมาก และเมื่อเราใช้จานครั้งต่อไป สารเคมีเหล่านี้จะเกาะติดกับอาหาร และเข้าสู่ร่างกายของเราพร้อมกับอาหาร ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ในระยะยาว
คำแนะนำคือใช้ชามแยกผสมน้ำยาล้างจานเล็กน้อยกับน้ำ คนให้เข้ากันจนเกิดฟองก่อนใช้ หรือสามารถเติมน้ำยาล้างจานลงในฟองน้ำ แล้วใส่ในชามแยกต่างหากเพื่อสร้างโฟมแล้วใช้ขัด
นอกจากนี้ บางครั้งเมื่อจานสกปรกเกินไป บางคนกลัวว่าจะล้างไม่สะอาด จึงใช้น้ำยาล้างจานมากกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม “ผลข้างเคียง” คือ การล้างสารเคมีออกเป็นเรื่องยากมาก ซึ่งมันจะติดมากับอาหาร หลังจากที่คุณนำจานกลับมาใช้ซ้ำอีกครั้ง หากคุณไม่ได้ล้างสารเคมีออกจนหมด
- ล้างจานแบบขอไปที
บางคนอ้างว่าไม่มีเวลาล้างจาน จึงมักจะล้างจานแบบขอไปทีให้เสร็จไว ๆ ตราบใดที่ไม่เห็นฟองเหลืออยู่ ก็คิดว่ามันสะอาดแล้ว แต่ถ้าคุณล้างไม่ดีพอ สารเคมีจากน้ำยาล้างจานจะยังหลงเหลืออยู่บนพื้นผิวของจาน ดังนั้น ควรล้างจานให้สะอาด หลังถูด้วยน้ำยาล้างจานแล้ว ใช้น้ำสะอาดล้างฟองออกอย่างละเอียด ควรล้างอย่างน้อย 2-3 รอบ (อย่าเสียดายค่าน้ำประปา)
- แช่จานชามทิ้งไว้ในน้ำยาล้างจานนาน ๆ
บางคนคิดว่าจานที่สกปรก ควรแช่ทิ้งเอาไว้ในน้ำยาล้างจานแบบเจือจางนาน ๆ เวลามาทำความสะอาดก็จะง่ายขึ้น แต่การทำเช่นนี้เป็นเพิ่มความเสี่ยงที่สารเคมีจะซึมเข้าไปในจาน และอุปกรณ์รับประทานอาหาร โดยเฉพาะตะเกียบและช้อนที่ทำจากไม้ไผ่ เพราะไม้จะดูดซับสารเคมีได้ง่ายกว่าวัสดุอย่างอื่น
- ใช้ถ้วย จาน ชามที่บิ่น ไม่ยอมทิ้ง
ถ้วย จาน ชามที่บิ่นหรือแตกร้าว เวลาที่เราใช้น้ำยาล้างจานทำความสะอาด มีโอกาสที่สารเคมีจะตกค้างบนพื้นผิวของรอยแตกร้าวเหล่านั้นสูงมาก แม้จะล้างด้วยน้ำสะอาดแล้ว แต่สารเคมีก็ยังคงหลงเหลืออยู่ เพราะรอยแตกร้าว และรอยบิ่น ยากที่จะเช็ดทำความสะอาดได้ทั่วถึง
- ใช้น้ำยาล้างจานไม่ทราบที่มา
น้ำยาล้างจานที่ไม่ทราบแหล่งกำเนิดและที่มา อาจมีสารพิษซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เจือปนอยู่ หลายคนคิดน้อยเกินไป ต้องการประหยัดด้วยการไปซื้อน้ำยาล้างจานที่ไม่ทราบที่มา ไม่ได้มาตรฐานมาใช้ นอกจากทำให้มือแห้งและหยาบกร้าน สารพิษในน้ำยาล้างจานที่ไม่ทราบแหล่งที่มายังสามารถทะลุผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกาย ผ่านทางทางเดินอาหาร และทางเดินหายใจ ซึ่งก่อให้เกิดมะเร็ง และอันตรายอื่น ๆ อีกมากมาย
ดังนั้นควรใช้น้ำยาล้างจานที่มีคุณภาพ ทราบแหล่งกำเนิดและที่มาชัดเจน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด และความปลอดภัยต่อสุขภาพของคุณ.
ที่มาและภาพ: soha, 163, The Healthy



