เช่นการอนุมัติใดๆ จึงใช้อำนาจนั้นต่อรอง เป็นตั้งแต่ระดับล่าง พอมาระดับสูงขึ้นมาก็เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น นักการเมืองอยากให้กิจการตัวเองได้งานรัฐ ก็ฉ้อฉลให้เล่ห์หลักกลเหตุผลาญอะไรมาก็ได้ แต่ย้อนกลับไปยังปฐมเริ่มต้นของปัญหามันก็คงจะมาจากความโลภเป็นหลัก

นายกฯหนูอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย มอบนโยบายก็นับว่าหลายครั้ง  วันที่ 12 ก.พ. ก็แถลงข่าวภายหลังรับทราบข้อมูลดัชนีการทุจริตคอร์รัปชันว่าอยู่ที่คะแนน 33 คะแนนเต็ม 100 ได้อันดับที่ 116 ของโลก ถือว่าอยู่ในคะแนนที่ค่อนข้างต่ำ  ได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มาสอบถามว่า มีเหตุผลหรือมีข้อสรุปยืนยันอันใดที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการประเมินต่ำ

ต่อมา วันที่  31 มี.ค. 69  นายกฯ หนู เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก ภายใต้โครงการขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 พูดอีกว่า ไทยได้คะแนน CPI 33 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ และอยู่ในลำดับที่ 8 ของอาเซียน ถือว่าอยู่ในลำดับท้ายๆ ของภูมิภาค และของโลก ซึ่งในฐานะคนไทยถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย

ต่อมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ( กกร.) เปิดเผยเรื่องปัญหาทุจริตในไทยอีก รัฐบาลจึงนัดคุยเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา นายกฯ ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 174/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต ( คตท.)  โดยให้ คตท. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ 1.เสนอแนะแนวทาง และมาตรการในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงาน เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตต่อคณะรัฐมนตรี

 2.ส่งเสริมและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ รวมทั้งการอนุมัติอนุญาต และการให้บริการต่างๆของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล รวมทั้งเสนอแนะและติดตามการแก้ไขกฎหมายลำดับรองให้ทันสมัย 3.ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจง หรือส่งเอกสารหลักฐานต่อ คตท.  4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น   คตท. มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ  

ซึ่งคาดว่า คตท. จะเริ่มนับหนึ่งจากข้อเสนอ  ‘Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน’ ขอให้ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเพื่อร่วมมือกันต่อต้านการทุจริต ใช้เทคโนโลยีในการอนุมัติ อนุญาตและการให้บริการประชาชน รวมทั้งแก้ไขกฎหมายลำดับรองเพื่อความโปร่งใส ลดขั้นตอน และดุลพินิจโดยไม่จำเป็น ซึ่งการลดทอนขั้นตอน เป็นประโยชน์ต่อการปิดกั้นและลดทอนการทุจริต .. ข้อเสนอลดขั้นตอนนี้ มีมาตั้งแต่เริ่มต้นรัฐบาลที่จะกิโยตินกฎหมาย

รัฐบาลใช้เงินกับนโยบายปราบโกงอย่างไร เมื่อวันที่ 29 เม.ย. รัฐบาล มีการประชุมคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 คณะที่ 3  ที่ประชุมเห็นชอบแผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ วงเงินงบประมาณ 1,276.3073 ล้านบาท ครอบคลุม 53 หน่วยงาน 70 โครงการ มี 3 แนวทางดำเนินงาน คือปลูกฝังวิธีคิด ปลุกจิตสำนึก ให้มีวัฒนธรรมและพฤติกรรมซื่อสัตย์สุจริต ,ป้องกันการทุจริต และ ปราบปรามการทุจริต

โฆษกรัฐบาลแถลงว่า “การปลูกฝังจิตสำนึกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องมีการพัฒนาระบบการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีและระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในกระบวนการอนุมัติและอนุญาตของภาครัฐ ” ซึ่งก็ต้องขอว่าอย่าให้มีแค่เวทีเสวนา ทำสื่อ มันไม่ได้อะไร เผลอๆ  มีโกงงบโครงการปราบโกง..  การสร้างความโปร่งใสต้องเน้นเรื่องการเปิดเผยข้อมูลได้ เชื่อว่าหลายคนอยากให้ทำได้ถึงขั้นมีการคานอำนาจองค์กรตรวจสอบ ไม่ให้ลอยลมจนใครสอยไม่ได้เกินไป 

นี่อยากเห็นการใช้งบโครงการปราบโกง ตั้ง 1.27 พันล้าน จะมีอะไรดีๆ มีผลสัมฤทธิ์ให้เห็นบ้างนะ.