เปิดฉากกันไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับวันแรกของการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือ ‘COP29’ ที่เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ผู้แทนจากประเทศต่างๆ ได้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการกำหนดมาตรฐานสำหรับการสร้างเครดิตคาร์บอนภายใต้บทความที่ 6.4 ของความตกลงปารีส ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศโดยเพิ่มความต้องการเครดิตคาร์บอน และทำให้ตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศดำเนินงานอย่างโปร่งใสภายใต้การกำกับดูแลของสหประชาชาติ

 “ข้อตกลงที่เกิดขึ้น ณ บากู ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปฏิรูประบบการจัดสรรทรัพยากรให้กับประเทศกำลังพัฒนา หลังจากการเจรจาที่ยืดเยื้อมาหลายปี อย่างไรก็ตาม เรายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย” ‘มุคธาร์ บาบาเยฟ’ (Mukhtar Babayev) ประธาน COP29 กล่าว

การประชุมครั้งล่าสุดนี้ ถือเป็นการสานต่อความพยายามระดับโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักในการเร่งรัดการดำเนินงานตามความตกลงปารีส และบรรลุเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในที่ประชุม ได้แก่

  • การยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ (Nationally Determined Contributions: NDCs): โดยมีการผลักดันให้ประเทศต่างๆ กำหนดเป้าหมาย NDC ฉบับใหม่ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น (NDC 3.0) พร้อมทั้งวางแผนการดำเนินงานระยะยาวไปจนถึงปี 2035 เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส
  • การทบทวนผลการดำเนินงานระดับโลก (Global Stocktake: GST): เพื่อประเมินความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีส และระบุช่องว่างที่ต้องเร่งแก้ไข
  • การกำหนดเป้าหมายระดับโลกด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Goal on Adaptation: GGA): เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา
  • การพัฒนากลไกการคาร์บอนเครดิตที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ: เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของการลดก๊าซเรือนกระจก และป้องกันปัญหาการนับซ้ำในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • การเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา: โดยมีการเสนอให้จัดตั้งเป้าหมายทางการเงินใหม่ (New Collective Quantified Goal on Climate Finance: NCQG) เพื่อระดมทุนจำนวนมากขึ้นมาสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศเหล่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการริเริ่มกองทุนใหม่ๆ เช่น Climate Finance Action Fund และ the Baku Initiative for Climate Finance Investment and Trade เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ

COP29 ภายใต้การนำของ ‘บาบาเยฟ’ ได้มีการกำหนดเป้าหมายสำคัญในการผลักดันภาคส่วนต่างๆ ให้มีบทบาทในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีประเด็นหลัก ดังนี้

  • พลังงานสะอาดและการจัดเก็บพลังงาน (Energy Storage and Grids): มุ่งเน้นการขยายขีดความสามารถในการกักเก็บพลังงานให้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยมีเป้าหมายเพิ่มปริมาณการกักเก็บพลังงานให้ได้ 6 เท่าภายในปี 2030 ซึ่งจะส่งผลให้ระบบพลังงานมีความยืดหยุ่นและมั่นคงมากยิ่งขึ้น
  • ไฮโดรเจนสะอาด (Hydrogen Action): มุ่งสร้างตลาดไฮโดรเจนที่ผลิตจากพลังงานสะอาด และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายลดอุปสรรคต่างๆ ทั้งในด้านการเงิน เทคโนโลยี กฎระเบียบ และมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนอย่างแพร่หลาย
  • การจัดการขยะและของเสีย (Methane Reduction from Organic Waste): มุ่งลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากขยะและกระบวนการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการกักเก็บความร้อนสูง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส
  • การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (Climate Action in Tourism): มุ่งส่งเสริมให้ภาคการท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการรวมแผนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมเข้าไปในนโยบายระดับชาติ (NDCs) เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการท่องเที่ยวในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย ก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ตามที่ได้ประกาศไว้ ซึ่งผลการดำเนินงานและนโยบายที่สำคัญจากการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่ 3 (TCAC 2024) จะถูกนำเสนอในเวทีระดับนานาชาติ โดยมีมาตรการสำคัญที่ได้ดำเนินการและกำลังดำเนินการ ได้แก่

  • การออกกฎหมาย: กำลังอยู่ระหว่างการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจนในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยมีมาตรการสำคัญ เช่น การจัดตั้งฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การนำระบบการซื้อขายคาร์บอนและภาษีคาร์บอนมาใช้ รวมถึงการเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนกับตลาดหลักทรัพย์
  • การกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก: ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ท้าทายยิ่งขึ้นใน Nationally Determined Contribution (NDC) ฉบับที่ 3 โดยครอบคลุมทุกภาคส่วน เช่น พลังงาน ขนส่ง และอุตสาหกรรม พร้อมทั้งศึกษาการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนมาใช้
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ประเทศไทยเป็นผู้นำในการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตให้กับสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลก นอกจากนี้ ยังได้เตรียมข้อมูลเพื่อเข้าถึงกองทุนความเสียหายและความสูญเสีย (Loss and Damage Fund) เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การพัฒนาระบบการจัดประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน: กำลังดำเนินการจัดทำ Thailand Taxonomy Phase II เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของการลงทุนได้อย่างถูกต้อง

จากนโยบายของสหประชาชาติ ประกอบกับการดำเนินการของประเทศไทยที่ได้กล่าวไปในข้างต้นนั้น สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ประเมินว่า แรงผลักดันด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันจะส่งผลให้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ ซึ่งจะกดดันให้บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องเร่งปรับตัวตามเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยคาดว่าการประชุม COP29 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้ทุกภาคส่วนปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านพลังงาน ซึ่งจะเห็นการผลักดันการใช้พลังงานไฮโดรเจนอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ ประเด็นการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะได้รับความสนใจในระดับภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย