เมื่อวันที่ 27 พ.ย. พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ ประดับไทย ผกก.สน.พระโขนง เปิดเผยถึง กรณีศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับ น.ส.ธณัฏฐา ยอดเยี่ยม หรือ เจ๊หนิง พ.ต.อ.ภีมพจน์ น้อมชอบพิทักษ์ อดีตอาจารย์ (สบ 4) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปฏิบัติราชการที่ ศปก. บช.รร.นรต. และเป็นสามี และนายพงษ์พัฒน์ วรเกต หลานเจ๊หนิง ในข้อหา ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวน เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ก่อนจะเดินทางเข้ามอบตัว ว่า

ก่อนหน้านี้ได้ออกหมายเรียกไป ต่อมามีการขอศาลอนุมัติหมายจับ การที่ผู้ต้องหาออกมาให้ข่าวต่างๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์ของหลานชายว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ถือว่าเป็นข้อมูลในสำนวน ตำรวจไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้ การออกหมายจับตามกฎหมายบอกว่าต้องมีหลักฐานตามสมควร ถ้ามีศาลจะมีการพิจารณาอนุมัติหมายจับ จากนั้นต้องมีการสอบสวนต่อไป ส่วนจะมีการลักทรัพย์กันจริงหรือไม่ ไม่สามารถตอบได้ เพราะเป็นข้อมูลในสำนวนอยู่ระหว่างการสอบสวน การแจ้งความเท็จอย่างไรนั้น ก็เป็นข้อมูลในสำนวนเช่นเดียวกัน ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ สุดท้ายศาลจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก

‘เจ๊หนิง-สามี’ มอบตัวคดีแจ้งความเท็จ ยันโดนกลั่นแกล้ง-คุกคาม-ละเมิดสิทธิ

ผกก.สน.พระโขนง เผยอีกว่า การที่ผู้ต้องหารู้สึกว่าไม่รับความเป็นธรรม เป็นสิทธิที่จะกล่าวหาได้ ที่ผ่านมาตำรวจไม่เคยได้มีโอกาสได้ชี้แจง แต่ยืนยันว่าการทำคดีนี้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนการให้ประกันตัวนั้นเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะสามารถยื่นกับพนักงานสอบสวน แม้จะถูกออกหมายจับก็ตาม แต่ผู้ต้องหามาเข้าพบพนักงานสอบสวนด้วย จะให้ความเป็นธรรมพิจารณาการให้ประกันตัวในครั้งนี้

จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาทั้ง 3 คนนั้น ไม่มีหมายจับค้างเก่าแต่อย่างใด ส่วนการติดตามตัวหลานชายนั้น อยู่ระหว่างดำเนินการ จะมามอบตัวหรือไม่นั้นเป็นสิทธิผู้ต้องหา โดยหลานเจ๊หนิงเคยถูกดำเนินคดีแจ้งความเท็จ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อย่างไรก็ตาม จะไม่นำประวัติการก่อคดีในอดีตมาเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินคดีปัจจุบัน เพราะเป็นคนละส่วนกัน.