สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ว่า นักวิทยาศาสตร์และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (ยูเอ็นซีซีดี) เปิดเผยในรายงานว่า การสูญเสียป่าและดินที่เสื่อมโทรมกำลังลดความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งผลักดันให้โลกมุ่งสู่ “วิกฤติการณ์” ที่อันตราย
การทำเกษตรกรรมเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 23% การตัดไม้ทำลายป่า 80% และการใช้น้ำจืด 70% เนื่องจากพื้นที่เกษตรกรรมเร่งการเสื่อมโทรมของดิน การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งผลให้ขาดแคลนอาหารในระยะยาว
นอกจากนั้น อุตสาหกรรมการเกษตรยังใช้สารเคมีในปริมาณมหาศาล ในปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ซึ่งก่อให้เกิด “เขตมรณะ” (dead zone) ในระบบนิเวศ ซึ่งทำลายสิ่งมีชีวิต และความหลากหลายในระบบนิเวศ รวมถึงปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ
Unsustainable farming and deforestation are threatening the planet's capacity to sustain human societies, the UN warned Sunday, on the eve of international talks on land degradation and desertification.
— Daily Tribune (@tribunephl) December 1, 2024
Read more at: https://t.co/1LgIUeTR1Q
รายงานกล่าวถึง “ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก” ซึ่งหมายถึง “ขีดจำกัด” ที่โลกจะรองรับได้ ซึ่ง 6 ใน 9 ขอบเขต ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตัดไม้ทำลายป่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ สารเคมีสังเคราะห์และพลาสติก การลดลงของน้ำจืด และการใช้ไนโตรเจน
ขณะที่ขอบเขต 2 ใน 3 ได้แก่ ภาวะกรดในมหาสมุทร และความเข้มข้นของมลพิษจากอนุภาคและฝุ่นในชั้นบรรยากาศ
รายงานแนะนำให้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ ด้วยการจัดการปัญหาการทุจริต ปรับปรุงการจัดการน้ำ และปฏิรูปการเกษตร รวมถึงจัดสรรเงินอุดหนุนด้านเกษตรกรรม เพื่อการทำฟาร์มอย่างยั่งยืนมากขึ้น
ข้อมูลของยูเอ็นซีซีดีระบุว่า การเสื่อมโทรมของดิน ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ถึง 1,500 ล้านเฮกตาร์ (ราว 15 ล้าน ตร.กม.) หรือเกือบเท่ากับประเทศรัสเซีย และจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณ 100 ล้านเฮกตาร์ (ราว 1 ล้าน ตร.กม.) ในทุก ๆ ปี.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



