จากข้อมูลของสมาคมโรคเบาหวานแห่งอเมริกา (ADA) สาเหตุของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกาย มีความเครียด ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจะต้องเผชิญกับความท้าทายที่เป็นอันตรายมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคไต และความเสียหายของเส้นประสาท
“ขิง” สามารถช่วยปรับปรุงน้ำตาลในเลือดได้ ข้อมูลจากหนังสือ Kanchan Koya โดยผู้เขียนซึ่งจบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด “ขิง” มีประโยชน์ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของมนุษย์ เพราะว่าขิงมีสารต้านอนุมูลอิสระโพลีฟีนอลที่มีประสิทธิภาพ เช่น จินเจอร์อล ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และช่วยปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือดทางอ้อม
บทความในวารสารทางการแพทย์ Nutrients รายงานว่า นักวิจัยได้ทดสอบผลของสมุนไพรต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมีเครื่องเทศที่คุ้นเคยดังต่อไปนี้ ยี่หร่าดำ, กานพลู, ผักชีฝรั่ง, หญ้าฝรั่น, โหระพา, ขิง, พริกไทยดำ, โรสแมรี่, ขมิ้น, ใบโหระพา, ออริกาโน และอบเชย

ผลการวิจัยพบว่า ขิง หญ้าฝรั่น หญ้าฝรั่น และอบเชย ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารได้ นอกจากนี้ ยี่หร่าดำ และขิง ยังช่วยลดดัชนี A1C และระดับอินซูลินอีกด้วย
“การศึกษาหลายชิ้นระบุว่า ขิงส่งผลเชิงบวกต่อระดับน้ำตาลในเลือด โดยการปรับปรุงความไวของอินซูลิน และชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรต ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นน้อยลงหลังมื้ออาหาร”
จากผลการศึกษาในปี 2018 พบว่าขิงสามารถยับยั้งเอนไซม์ที่มีบทบาทในการย่อย และดูดซึมคาร์โบไฮเดรตได้ในเวลาเดียวกัน และขิงยังส่งผลต่อการเผาผลาญกลูโคส และปกป้องเซลล์เบต้าที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน ด้วยเหตุนี้ ขิงจึงให้ผลดีในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากการใช้ชาขิง และการปรุงอาหารด้วยขิงแล้ว ผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควรผสมผสานการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย เช่น การรับประทานอาหารที่มีพืชเป็นหลัก การออกกำลังกายเป็นประจำ ควบคุมความเครียด และนอนหลับให้เพียงพอ
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแนะนำให้ผสมขิงกับอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ เพื่อช่วยในเรื่องระดับน้ำตาลในเลือด ไฟเบอร์ในผลไม้ ผัก ถั่ว เมล็ดพืช พืชตระกูลถั่ว และเมล็ดธัญพืช ช่วยส่งเสริมการย่อยอาหาร ดีต่อสุขภาพลำไส้ ลดการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่แล้ว ขิงยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในร่างกายได้อีกด้วย ระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในร่างกายสูง ก็จะไปเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้
แพทย์แผนโบราณระบุว่า ขิงมีรสเผ็ด และมีคุณสมบัติอุ่น ถือเป็น “ยาปฏิชีวนะตามธรรมชาติ” เนื่องจากมีความสามารถในการเพิ่มความต้านทาน ใช้รักษาโรคหวัด อาเจียน และคลื่นไส้ โรคทางเดินอาหาร ท้องเสีย ไอ ฯลฯ ขิงสามารถต่อสู้กับแบคทีเรียหลายชนิด เช่น อีโคไล และซัลโมเนลลา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เราท้องร่วง ปวดท้อง
ขิง ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง และยังช่วยรักษาอาการปวดท้อง ปวดประจำเดือน แก้หวัด ปรับปรุงสุขภาพช่องปาก บรรเทาอาการปวด และบรรเทากล้ามเนื้อที่เหนื่อยล้า.
ที่มาและภาพ : Soha, Healthline, Everywell



