เพราะนั่นควรเป็นขั้นตอน “พื้นฐาน” ทุกครั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เมาขับจึงเป็นหนึ่งโจทย์ใหญ่บนท้องถนนที่มีการหยิบยกมาให้ข้อเสนอ เพื่อลดความสูญเสียอยู่เสมอ

ในเวทีใหญ่เรื่องความปลอดภัยทางถนน อย่างการงานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่องความปลอดภัยทางถนน ครั้งที่ 16 ไม่นานมานี้ เมาขับจึงเป็นหนึ่งหัวข้อที่ถูกพูดถึง

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เปิดเผยกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ถึงหัวใจหลักของปัญหาเมาขับที่อยากผลักดันให้เกิดขึ้นมากที่สุดคือ การที่ตำรวจมี มาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงาน หรือที่เรียกว่า SOP (Standard Operating Procedure) พร้อมระบุในเวทีความปลอดภัยครั้งล่าสุด มีการพูดถึงประเด็นดังกล่าว และมีข้อสรุปเบื้องต้นตรงกันถึงมาตรฐานที่ควรชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลา และการตรวจ

โดยการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ เห็นควรให้เกิดขึ้นภายใน 2-3 ชม. จากเดิม 4 ชม. เนื่องจากหากนานเกิน 4 ชม.ขึ้นไป มีโอกาสที่ปริมาณแอลกอฮอล์จะลดลง ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)

ขณะเดียวกัน ผบ.ตร. ควรกำหนดแนวทางการส่งตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ กรณีไม่สามารถเป่าวัดได้และต้องเจาะเลือด ซึ่งเห็นควรมี “เช็กลิสต์” รายชื่อโรงพยาบาลรองรับ เพื่อตรวจให้เร็วที่สุด หากเป็นไปได้ควรต้องให้มีตำรวจเป็นผู้ส่ง ป้องกันหลบหายจนเกินห้วงเวลาตรวจที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กรณีหายไปจากจุดเกิดเหตุ ควรมีระบบติดตามด้วย

“อยากเห็น SOP ชัดเจนของตำรวจ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ ไม่ต้องเกิดข้อครหาว่าเป่า-ไม่เป่า ฟ้อง-ไม่ฟ้อง หากมีแนวปฏิบัติชัดเจน ชาวบ้านจะได้รู้ เพราะต้องเป่าวัดปริมาณแน่นอน ไม่ต้องลุ้น”

นอกจากระยะเวลาและการตรวจ อีกประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบประวัติ และการรวบรวมหลักฐาน เพื่ออธิบายพฤติการณ์ประกอบการพิจารณาลงโทษอย่างเหมาะสมมากที่สุด ยกตัวอย่าง ห้วงเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา มี 2 กรณีน่าสนใจ คือ “เภสัชกรสาวเมาขับย้อนศร” ตำรวจแนบคลิปเหตุการณ์พร้อมไล่เรียงพฤติการณ์ จนนำไปสู่การลงโทษหนัก หรืออีกกรณี “เทสลา หัวร้อน” ขับรถอันตรายบนทางด่วน ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถยนต์ของกลาง

ในแง่ของคนทำงานด้านความปลอดภัยทางถนน ผู้จัดการ ศวปถ. ยอมรับ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับการบังคับใช้โทษหนักกับผู้ขับขี่อันตราย เป็นนิมิตหมายที่ดี พร้อมมองว่าสิ่งที่นำไปสู่การพิจารณาโทษอย่างเหมาะสมได้คือ การมีข้อมูลประกอบ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและอัยการในการทำสำนวนให้รัดกุม บรรยายข้อมูลแวดล้อมที่นำไปสู่บทลงโทษที่เหมาะสมต่อพฤติการณ์

ทั้งนี้ หากมีแนวปฏิบัติชัดเจนมองว่าระยะยาว คดีเหล่านี้จะเกิดบรรทัดฐานคือ ตำรวจต้องตรวจประวัติแวดล้อม พฤติการณ์ มีคลิปประกอบ บรรยายฟ้อง ขอลงโทษหนัก ทำให้สังคมมีความหวังเห็นการเปลี่ยนแปลง

“ที่ผ่านมาทำไมนิสัยอันตรายหลายอย่างคนไม่กลัว อาจเพราะไม่ได้บรรยายแนบฟ้อง หรือขอให้ศาลลงโทษหนัก แต่ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณโทษหนัก และการจำคุก โดยไม่รอลงอาญา”

ผู้จัดการ ศวปถ. มองด้วยว่า คำสั่งริบรถอาจเป็นอีก “จุดเปลี่ยน” สำคัญที่ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนรวดเร็วขึ้น เพราะส่งกระทบมากกว่าการชำระค่าปรับ หรือการยึดใบขับขี่ พร้อมชี้ความจำเป็นในการตรวจสอบประวัติการกระทำความผิดมาประกอบการฟ้องในแต่ละคดี เนื่องจากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติชัดเจนว่า ผู้กระทำความผิดในกรณีอุบัติเหตุเกินครึ่งเคยมีประวัติมาก่อน

ดังนั้น หากมีประวัติก็ควรนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบแนบฟ้องด้วย โดยเฉพาะกรณีเมาขับแล้วเกิดอุบัติเหตุ เช่น อุบัติเหตุรถยนต์ BMW ในพื้นที่ จ.ชุมพร ไม่นานนี้ มีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ได้ 29 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ไม่เกินกฎหมายกำหนด แต่เนื่องจากตรวจพบไม่มีใบขับขี่ ทำให้ตำรวจสามารถฟ้องข้อหาเมาขับได้ เพราะกรณีไม่มีใบขับขี่ ต้องมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

จากข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 66 อุบัติเหตุ 21,224 ครั้ง ในจำนวนนี้ ร้อยละ 46 มีประวัติใบสั่ง และ ร้อยละ 50 ไม่มีใบขับขี่ ขณะที่ ปี 67 เฉพาะรอบ 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) อุบัติเหตุ 10,394 ครั้ง ในจำนวนนี้ ร้อยละ 59 มีประวัติใบสั่ง และ ร้อยละ 51.6 ไม่มีใบขับขี่.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน