เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มี นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธาน กพฐ. เป็นประธานว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีข้อเสนอแนะเพื่อขอพิจารณาแก้ไขระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยปีการศึกษาการเปิดและปิดภาคเรียน พ.ศ. 2549 โดยเรื่องนี้เกิดจากที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีแนวคิดว่าระเบียบนี้ควรจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับบริบทในปัจุบัน จึงมีแนวคิดว่าควรจะเลื่อนวันเปิดภาคเรียนที่ 1 จากวันที่ 16 พฤษภาคม เป็นวันที่ 1 พฤษภาคม และเลื่อนวันปิดภาคเรียนที่ 1 จากวันที่ 11 ตุลาคม เป็นวันที่ 30 กันยายน เนื่องจากวันเปิดภาคเรียนเดิมนั้น ทับซ้อนช่วงปีงบประมาณ หากมีการปิดภาคเรียนที่ตรงกับช่วงสรุปปีงบประมาณพอดีก็จะมีความสะดวกต่อการบริหารอัตรากำลังต่างๆ ได้

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า ซึ่งตอนนี้ได้มีการสำรวจความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด 47,467 คน ซึ่งมีทั้งผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ นักวิชาการศึกษา ฯลฯ พบว่า เห็นด้วย 80.30% ไม่เห็นด้วย 16.91% และอื่นๆ 0.79% โดยผู้ที่เห็นด้วยมีประเด็นเห็นชอบดังนี้ 1.เพื่อให้สะดวกต่อการบริหารจัดการภายในสถานศึกษาเนื่องจากสอดคล้องกับปีงบประมาณสะดวกต่อการบริหารจัดการด้านการเบิกจ่ายอาหารกลางวันอาหารเสริม (นม) และการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ 2.เป็นประโยชน์ให้กับเด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1-15 พฤษภาคม สามารถเข้าเรียนได้เลย ไม่ต้องรอเข้าเรียนในปีการศึกษาถัดไป 3.เพื่อให้สะดวกต่อการบริหารอัตรากำลัง เนื่องจากการเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน ซึ่งแต่เดิมกำหนดปิดภาคเรียนในวันที่ 11 ตุลาคม ส่งผลต่อการบริหารจัดการด้านอัตรากำลัง 4.เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีของสถานศึกษา

5.เพื่อให้นักเรียนชั้น ม.3 และ ม.6 มีโอกาสแก้ผลการเรียนได้จบทันปีการศึกษา การเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 พ.ค. ทำให้นักเรียนที่มาแก้ผลการเรียนดำเนินการได้สะดวกกว่าการที่โรงเรียนเปิดวันที่ 16 พ.ค. อีกทั้งยังลดความเลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้จบการศึกษาเพิ่มขึ้น ใช้วุฒิไปทำงานหรือเรียนต่อได้ทันปีการศึกษาถัดไป เพราะหากนักเรียนแก้ผลการเรียนไม่ทันก่อนวันที่ 16 พ.ค. นักเรียนจะจบในปีการศึกษาถัดไป และต้องรออีก 1 ปี ถึงจะสามารถเรียนต่อได้

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า ส่วนความคิดเห็นของผู้ที่ไม่เห็นด้วย มีดังนี้ 1.ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม มีสภาพอากาศร้อน ไม่เหมาะสมต่อการจัดกิจกรรมหรือการจัดการเรียนการสอน 2.ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม มีวันหยุดนักขัตฤกษ์หลายวัน ส่งผลให้ต้องหยุดเรียนหลายวัน (วันแรงงาน วันฉัตรมงคล วันพืชมงคล วันวิสาขบูชา) 3.การปรับเปลี่ยนวันเปิดภาคเรียนเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สะดวกต่อการบริหารจัดการเท่านั้น ไม่ส่งผลประโยชน์ต่อผู้เรียน 4.การเปิดและปิดภาคเรียนแบบเดิมมีความเหมาะสม

“นอกจากนี้ ยังมีความเห็นอื่น ๆ เช่น 1. ควรนับวันครบอายุเข้าเรียนตามปี พ.ศ. เพื่อให้เข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาล และระดับชั้นประถมศึกษาได้อย่างเหมาะสม 2.ควรกำหนดกรอบระยะเวลาเปิดภาคเรียนแบบยืดหยุ่นเพื่อให้สถานศึกษาบริหารจัดการตามบริบทและความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่สามารถแก้ไขระเบียบอื่นได้ โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนวันเปิดภาคเรียน ซึ่งที่ประชุมได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยประธานที่ประชุมมอบหมายให้ สพฐ. ไปดำเนินการ ให้มีการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานและส่วนราชการอื่น ๆ รวมถึงโรงเรียนเอกชนด้วย เพราะจะส่งผลกระทบจากการปรับวันเปิด-ปิด ภาคเรียนด้วย”ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า โดยในวันนี้เป็นการนำแนวคิดดังกล่าวมาขอข้อเสนอแนะจากบอร์ดบริหารของ กพฐ. ซึ่งโดยส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วย แต่ยังมีความกังวลในเรื่องของการนับอายุเด็กนักเรียนอยู่ ซึ่งก็จะต้องนำความคิดเห็นที่ได้ไปทบทวนและหาแนวทางในการดำเนินการต่อปัญหาดังกล่าวต่อไป นอกจากนี้ ยังต้องมีการศึกษาถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอีก เนื่องจากหากมีการประกาศใช้ระเบียบฉบับใหม่ จะเป็นกฎของกระทรวงซึ่งทุกหน่วยงานในสังกัด ศธ. ต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็น สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวะศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ทำให้ต้องมีการหารือเพื่อพิจารณาปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ

ด้าน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าว เกิดจากการรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจากบุคลากรทางการศึกษา จึงได้มอบให้ สพฐ. ดำเนินการศึกษาและมาเสนอขอความคิดเห็นในการประชุม กพฐ. ครั้งนี้ ซึ่งการปิดเรียนในช่วงปีงบประมาณจะมีผลดีในเรื่องของการบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ในช่วงปิดภาคเรียนที่ 1 อาจจะมีการหยุดเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งเด็กนักเรียนก็จะได้มีเวลาพักที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

“ในส่วนของปัญหาที่มีความกังวลในเรื่องของการนับอายุเด็กก่อนเข้าเรียน และปัญหาอื่นๆ ที่อาจตามมา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เพียงแต่ว่าต้องมองไปที่ผลประโยชน์ที่ได้รับกลับมาว่าคุ้มค่ากับปัญหาที่เกิดขี้นหรือไม่ ถ้าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ก่อให้เกิดปัญหาที่มากกว่าประโยชน์ ก็จะไม่เปลี่ยน ในทางกลับกัน หากได้รับผลประโยชน์ที่คุ้มค่า ก็คงจะมีการปรับใช้ จึงต้องมีกระบวนการในการศึกษาเพื่อหาข้อมูลต่างๆ ขึ้นมาใช้ตัดสินใจ” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว