วันนี้ (1 พ.ย.) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมติดตามการดำเนินงานและมอบนโยบายการบริหารงานราชทัณฑ์ โดยมี นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้บริหาร ผบ.เรือนจำ และข้าราชการระดับสูงร่วมประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกล
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมราชทัณฑ์ได้เตรียมความพร้อมสำหรับเปิดเยี่ยมญาติในเรือนจำ และกำหนดเปิดเยี่ยมวันแรกในวันที่ 12 พ.ย.นี้ โดยทยอยฉีดวัคซีนเข็มที่สองที่ได้รับการจัดสรรจากกระทรวงสาธารณสุขให้ผู้ต้องขัง เพื่อเปิดให้ผู้ต้องขังในเรือนจำที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบสองเข็มแล้วสามารถเยี่ยมญาติได้ นอกจากนี้ ตนได้รับการประสานจากภาคเอกชนขอบริจาคหน้ากากอนามัย N95 จำนวน 2 ล้านชิ้น ซึ่งจะส่งให้กรมราชทัณฑ์แจกจ่ายไปยังเรือนจำทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ต้องขังแต่ละคนจะได้คนละ 7 ชิ้น เป็นการบริการฟรีในการเยี่ยมญาติ
ทั้งนี้มีเรือนจำ 21 แห่ง เพิ่งฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ผู้ต้องขังไปเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้นเรือนจำทั้ง 21 แห่งนี้ ต้องกำหนดวันฉีดวัคซีนเข็มสองให้ดี เพื่อฉีดวัคซีนได้อย่างรวดเร็วและเปิดเยี่ยมญาติได้ เพราะไม่มีการเปิดเยี่ยมญาติที่เรือนจำเกือบปีแล้ว หากเรือนจำไหนเปิดเยี่ยมญาติช้าหรือเปิดไม่ได้ก็จะถูกกดดันจากสังคม ญาติและผู้ต้องขัง ซึ่งเราต้องมีคำตอบที่มีเหตุผลให้กับพวกเขาในความล่าช้าเหล่านั้น

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการเตรียมความพร้อม เรื่องของมาตรการความปลอดภัยสำหรับการเยี่ยมญาติ จะมี 5 ความปลอดภัย คือ 1. สภาพแวดล้อม ต้องมีจุดคัดกรอง ห้องเยี่ยมต้องปลอดโปร่ง มีระบบระบายอากาศตามมาตรฐาน และต้องเว้นระยะห่าง 2 เมตร 2. ผู้ต้องขังต้องฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม สวมหน้ากากอนามัย และมีการตรวจคัดกรอง 3. ญาติต้องมีการจองคิวล่วงหน้า และฉีดวัคซีนครบแล้ว โดยสามารถเข้าเยี่ยมได้ครั้งละ 1 คน และต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา 4. เจ้าหน้าที่ห้องเยี่ยม ต้องมีภูมิคุ้มกัน ตรวจไม่พบเชื้อ
และ 5. การบริหารจัดการ ต้องจองการเยี่ยมล่วงหน้าผ่านออนไลน์หรือโทรศัพท์ ซื้อของฝากเงินออนไลน์ก่อนเยี่ยม ทำความสะอาดทุกรอบเยี่ยม และขอให้เรือนจำประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและสาธารณสุขจังหวัดให้รับทราบว่าเราจะมีการเปิดเยี่ยมญาติ หากจังหวัดใดยังไม่พร้อมก็เปิดไม่ได้ เราต้องเร่งทำให้พร้อมให้เร็วที่สุด และเรือนจำไหนที่เปิดเยี่ยมได้ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน SOP อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ในวันเปิดเยี่ยมญาติวันแรกตนจะลงพื้นที่ไปติดตามที่ จ.น่าน



