เมื่อวันที่ 12 ส.ค. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงถึงกรณีที่สังคมกำลังให้ความสนใจและถกเถียงในประเด็นข้อกฎหมาย เกี่ยวกับการที่เจ้าของบ้านใช้อาวุธปืนยิงผู้บุกรุกจนเสียชีวิต โดยได้นำหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาอธิบายเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน พร้อมย้ำว่ากระบวนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย และไม่ได้เป็นการด่วนสรุปความผิดของเจ้าของบ้าน
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามหลักกฎหมายทั่วไป เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย จะถือเป็นเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ภาพจากกล้องวงจรปิด และสอบปากคำพยาน เพื่อหาข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาที่มีการตัดสินใจใช้อาวุธ
ส่วนผู้ใช้อาวุธจะมีความผิดหรือไม่ พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏ ก่อนทำความเห็นทางคดีเสนอพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาต่อไป ดังนั้น จึงไม่สามารถสรุปผลทางกฎหมายได้ทันทีเพียงเพราะประเมินจากสถานะว่าผู้เสียชีวิตเป็น “ผู้บุกรุก” หรือเหตุเกิด “ภายในบ้าน”
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า กฎหมายยังคงรับรองสิทธิของประชาชนในการป้องกันตนเองและผู้อื่นอย่างชัดเจน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ซึ่งกำหนดหลักเรื่อง “การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย” ไว้ว่า หากมีภยันตรายจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง และการกระทำเพื่อป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุ ผู้กระทำจะไม่มีความผิด

ทั้งนี้ ไม่มีหลักการตายตัวที่ระบุว่า “คนร้ายเข้าบ้าน ยิงได้ทุกกรณี” และในทางกลับกันก็ไม่มีหลักว่า “ยิงผู้บุกรุกในบ้านแล้ว เจ้าของบ้านต้องผิดทุกกรณี” แต่หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ พฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ โดยแบ่งแยกได้ดังนี้:
การป้องกันโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุ เช่น กรณีผู้บุกรุกเข้ามาในบ้านยามวิกาล เข้ามาประชิดตัว ไม่ยอมหยุดเมื่อถูกทักถาม หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้เจ้าของบ้านเชื่อโดยมีเหตุผลว่ากำลังจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน
การกระทำเกินสมควรแก่เหตุ หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว แต่เจ้าของบ้านยังติดตามไปใช้อาวุธทำร้าย อาจเข้าสู่หลักตาม มาตรา 69 ซึ่งกฎหมายเปิดทางให้ศาลพิจารณาลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดได้ และหากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำนั้นเกิดจากความตื่นเต้น ตกใจ หรือความกลัว ศาลอาจพิจารณาไม่ลงโทษก็ได้
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังได้ทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่า การที่ตำรวจเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ไม่ได้หมายความว่าตำรวจสรุปให้ผู้ที่ป้องกันตัวเป็นคนผิด แต่เป็นหน้าที่ในการรวบรวมพฤติการณ์ทั้งหมด ก่อนที่กระบวนการยุติธรรม ทั้งพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล จะพิจารณาวินิจฉัยตามลำดับข้อเท็จจริง
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สรุปว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องมองเรื่องนี้เป็นสองขั้วว่า “ยิงได้” หรือ “ยิงไม่ได้” แต่สิ่งสำคัญคือ ประชาชนมีสิทธิป้องกันตนเองตามที่กฎหมายรับรอง และกระบวนการยุติธรรมมีหน้าที่ตรวจสอบว่าการกระทำนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ กฎหมายไม่ได้พิจารณาแค่เพียงว่าเหตุเกิด “ในบ้าน” หรือ “นอกบ้าน” แต่ดูที่พฤติการณ์ ภยันตรายที่ใกล้จะถึง และความพอสมควรแก่เหตุเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนเข้าใจทั้งสิทธิของตนเองและเข้าใจกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น



