“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า การก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) ระยะ(เฟส)ที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา 14 สัญญา ระยะทาง 253 กิโลเมตร(กม.) วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท รถไฟไฮสปีดสายแรกของประเทศไทยที่เริ่มพิธีตอกเสาเข็มเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2560 ถึงวันนี้ก้าวสู่ปีที่ 8 ได้ผลงานในภาพรวม 39.47% ล่าช้า 41.42% ก่อสร้างเสร็จ 2 สัญญา อยู่ระหว่างก่อสร้าง 10 สัญญา และรอลงนาม 2 สัญญา

โฟกัสสัญญา 2.3 งานระบบราง ระบบไฟฟ้า และเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟ และจัดฝึกอบรมบุคลากร วงเงิน 50,633 ล้านบาท ดำเนินการโดยฝ่ายจีน บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์แนชันนัล (CHINA RAILWAY INTERNATIONAL CO., LTD.) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชัน (CHINA RAILWAY DESIGN CORPORATION) ได้ผลงานเพียง 0.95% ล่าช้า 61.51% อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด (Detail Design) งานระบบรถไฟความเร็วสูง และออกแบบระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงออกแบบขบวนรถไฟ ซึ่งหารือร่วมกับ รฟท. เช่นการเลือกสีภายใน-ภายนอก ลวดลาย และห้องน้ำ
เบื้องต้นคาดว่าฝ่ายจีนจะออกแบบฯ แล้วเสร็จ และเสนอรฟท. พิจารณา และเริ่มกระบวนการผลิตตัวรถได้ภายในปี 2568 ใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี และเริ่มทดสอบการเดินรถประมาณปลายปี 2570 ราว 6 เดือน ก่อนเปิดบริการในปี 2571 ซึ่งเป็นแผนเปิดบริการที่ยังตรึงแผนล่าสุดไว้ (จากเดิมได้เลื่อนมาเรื่อยๆ จากแผนเปิดบริการครั้งแรกในปี2566 จนถึงตอนนี้ยังใช้ขบวนรถ “ฟู่ซิงห้าว” รุ่น CR300 ใช้ความเร็วได้สูงสุด 300 กม.ต่อชั่วโมง(ชม.) แต่วิ่งจริงสูงสุด 250 กม.ต่อชม.นำขบวนรถเข้าไทย 6 ขบวน48 ตู้ 1 ขบวน มี 8 ตู้ ประมาณ 560 ที่นั่งต่อขบวน ไม่มีตั๋วยืน ใน 6 ขบวนจะวิ่งให้บริการ 4 ขบวน และสำรองไว้ 2 ขบวน

ตัวรถเป็นรถปรับอากาศขนาดกว้าง 2.8-3.7 เมตร ยาว 20 เมตร สูง 3.7 เมตร แบ่งประเภทที่นั่งเป็น 3 ระดับ second class จัดเรียงแบบ 3-2 ตลอดความยาวตู้โดยสาร, First class จัดเรียงฝั่งละ 2 ที่นั่ง และBusiness class เก้าอี้เดี่ยวฝั่งละ 1 ที่นั่งใช้ตู้โดยสารหลังห้องคนขับ ในขบวนรถมีห้องน้ำแบบระบบปิด และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ นอกจากนี้ฝ่ายจีนเตรียมเปิดประกวดราคาหาผู้รับจ้างติดตั้งระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ระบบรถไฟความเร็วสูงที่เกี่ยวข้องด้วย คาดว่าปลายปี 2568 รฟท. จะทยอยส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างที่แล้วเสร็จบางส่วนให้ฝ่ายจีนเริ่มเข้าติดตั้งระบบราง ระบบไฟฟ้า และระบบเครื่องกลได้ โดยเฉพาะในส่วนที่ก่อสร้างได้ผลงานเกิน 50-60% ตามที่เคยตกลงกันไว้
ปัจจุบัน รฟท. ได้เร่งรัดงานก่อสร้าง และแก้ปัญหาบางสัญญาที่ยังมีปัญหาอุปสรรค และงานล่าช้ากว่าแผนอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็น สัญญา 3-1 แก่งคอย – กลางดงและปางอโศก – บันไดม้า 4.16% ล่าช้า 8.13% สัญญา 3 – 5 โคกกรวด – นครราชสีมา 12.13% ล่าช้า 77.94%, สัญญา 4 – 2 ดอนเมือง – นวนคร 1.74% ล่าช้า 98.07% สัญญา 4 – 4 ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย 29.87% ล่าช้า 3.59% และสัญญา 4 – 6 พระแก้ว – สระบุรี 9.04% ล่าช้า90.86%

ความล่าช้าส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากงานเวนคืนเอกชนมีพื้นที่ก่อสร้างได้ไม่ถึง50% เช่น สัญญา 3-1 และสัญญา 4 – 2 รวมถึงการเบิกจ่ายค่างานใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ทำให้มีผลต่อสภาพคล่องของผู้รับจ้าง และการปรับแผนงาน เช่น สัญญา 3-5 มีแผนปรับเป็นทางยกระดับ ส่วนอีก 2 สัญญาที่รอลงนามสัญญาที่ 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ระยะทาง 15.21 กม. รอแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน(ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) เนื่องจากเป็นช่วงที่มีโครงสร้างทับซ้อนกัน คาดว่าจะลงนามสัญญาไม่เกินเดือนเดือน มี.ค.68
และสัญญาที่ 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว รอความชัดเจนเรื่องรายงานผลกระทบด้านทรัพย์สินทางวัฒนธรรม(Heritage Impact Assessment : HIA) ของแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เชื่อมโยงกับสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ลงพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ประเมิน HIA แล้ว รอฝ่ายไทยปรับลดหลังคาสถานีอยุธยาลงให้ต่ำกว่า 35 เมตร รวมทั้งปรับตัวอาคารสถานีไม่ให้โครงสร้างทับซ้อนสถานีเดิม เพื่อนำรูปแบบเสนอผู้เชี่ยวชาญภายในวันที่ 3 มี.ค.2568 และรอรายงานผ่านความเห็นชอบตามขั้นตอนต่างๆอีกประมาณ 1 ปี

รฟท.ได้นำเรื่องเสนอนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เพื่อลงนามกับบริษัท บุญชัยพาณิชย์(1979) จำกัด ผู้รับจ้างก่อสร้างทางวิ่งไปก่อน รอการเห็นชอบจากนายสุริยะ พร้อมปรับแผนงานเร่งรัดการก่อสร้างไม่ให้กระทบแผนการเปิดบริการในภาพรวม



