ทุกวันนี้การซื้อของออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติของคนไทยไปแล้ว ส่งผลให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยเติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี
ซึ่งภายในงาน “Priceza Thailand E-Commerce Trends 2025” ได้มี 5 เทรนด์อีคอมเมิร์ซประเทศไทย ที่น่าสนใจมากมาย ชี้ให้เห็นถึงทิศทางการเติบโตและโอกาสของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ซึ่งวันนี้ คอลัมน์ชีวิตติด TECH นำมาบอกกล่าวกัน
“ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา” CEO & Co-Founder of Priceza, ที่ปรึกษา และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (THECA) บอกว่า ภาพรวมมูลค่าตลาด E-Commerce ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 65 – 67 ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 5.56 ล้านล้านบาท ในปี 67 โดยประเทศไทยมีสัดส่วนมูลค่าตลาดเป็นอันดับที่ 2 มีสัดส่วน 16.4% และคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาด E-Commerce ในภูมิภาคนี้จะยังเติบโตต่อเนื่องไปอยู่ที่ 13 ล้านล้านบาท ในปี 73

ขณะที่ ภาพรวมมูลค่าตลาด E-Commerce ในประเทศไทย คาดการณ์ว่าจะโตจากมูลค่า 1 ล้านล้านบาทในปี 67 ไปเป็น 2 ล้านล้านบาทในปี 73 สำหรับ 5 เทรนด์ E-Commerce ปี 68 นั้น ประกอบด้วย
เทรนด์ 1: The Rise of Affiliate Commerce เป็น E-Commerce พันธุ์ใหม่ขับเคลื่อนการเติบโตของอีคอมเมิร์ซไทย
โดยอิทธิพลของ Affiliators & Influencers ที่เข้ามาเป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญของการทำ E-Commerce ประเทศไทย โดยมีคนไทยมากถึง 9 ล้านคนที่เป็น Content Creators โดยผู้บริโภคคนไทย 83% ยอมรับว่าซื้อสินค้า/บริการ เพราะว่าได้รับการแนะนำมาจากอินฟลูเอนเซอร์ ทำให้โมเดลการทำ Affiliate เป็นหนึ่งในช่องทางการสร้างตลาดที่สำคัญ
“เทรนด์ Affiliate Commerce ถูกขับเคื่อนด้วยโมเดล 3C ปี 67 ได้พิสูจน์แล้วว่า Content ที่ดีมีผลกับยอดขายโดยตรง Content ที่ดีช่วยขายของได้ วัดผลได้ในช่องทาง Online หรือที่เรียกว่า Affiliate Commerce และ Content ดีๆเหล่านี้มาจาก Creators เก่งๆ ปี68 จะเป็นปีที่แบรนด์ต่างๆพยายามแย่งตัว Creators เก่งๆมาเป็นพันธมิตรด้วย”
เทรนด์ 2: Competition in Thailand E-Commerce is Heating Up! ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเปิดทางให้เกิดการแข่งขันแบบเสรีขั้นสุดจากผู้ขายทั่วโลก
ปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้คนไทยช้อปออนไลน์คือคูปองและส่วนลด รวมทั้งการจัดส่งสินค้าฟรี ผู้บริโภคไทยปี 68 ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและคุ้มราคาเป็นหลัก ทำให้การแข่งขันมีการฟาดฟันกันผู้ขายจากทั่วโลก ผู้ค้าออนไลน์หลีกเลี่ยงการแข่งขันไม่ได้อีกต่อไป

“คาดการณ์ว่าใน Shopee, Lazada, Titkok ประเทศไทยมีจำนวน Sellers มากถึงประมาณ 3 ล้านราย จากสินค้ามากกว่า 300 ล้านรายการ ผู้ขายมาจากฝั่งประเทศจีน ที่เข้ามาทุ่มตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยเอื้อให้ผู้ค้าออนไลน์จากต่างประเทศให้ส่งสินค้าเข้ามาขาย โดยเงื่อนไขราคาสินค้าที่ไม่เกิน 1,500 บาท สามารถส่งตรงจากประเทศต้นทางเข้ามาหาผู้บริโภคคนไทยถึงบ้านได้เลย โดยไม่ต้องจ่ายภาษีศุลกากร จากการที่กระทรวงการคลังได้ออกประกาศผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ไปเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 67 ที่ผ่านมา ทำให้สินค้จีนและอีกหลายประเทศทะลวงเข้ามาขายโดยได้เปรียบในด้านต้นทุนที่ถูกกว่าด้านภาษีและไม่ต้องขออนุญาตมาตรฐานสินค้า มอก. และ อย.
เทรนด์ 3: E-Commerce Listening ช่วยเปิดทางทำธุรกิจออนไลน์แบบ “รู้เขา รู้เรา” เสริมแกร่งธุรกิจไทย
การแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ขายคนจีนและตัวแทนจำหน่ายบริษัทไทย เครื่องมือ E-Commerce Listening จาก Etailligence จะช่วยทำให้ผู้ค้าออนไลน์มองเห็นถึง Insights ที่แต่เดิมอาจต้องพยายามใช้วิธีการคาดเดา แต่ด้วยการใช้เครื่องมือเข้าไปจับข้อมูล ทำให้เข้าใจลูกค้าลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้ วิเคราะห์คู่แข่งได้ จะทำให้รู้เขา รู้เรา วางกลยุทธ์การขายและการตลาดได้แม่นยำขึ้น และยังช่วยในการมองหาโอกาสการขายสินค้าใหม่ไอเดียดีๆ มองหาเทรนด์สินค้าใหม่ๆได้

เทรนด์ 4: E-Commerce Business Model Evolutionตลาดอีคอมเมิร์ซที่แข่งเดือด ทำให้ผู้เล่นต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆหาช่องว่างโตในปีนี้
ปี 68 ตลาดโตจึ้นเป็นหลัก 1 ล้านล้านบาท ทำให้ผู้เล่นในตลาด Marketplace มีหลากหลายเมากๆการแข่งขันสูง ทำให้เกิดโมดเลธุรกิจแบบ Vertical Marketplace ที่เจาะหมวดสินค้าเฉพาะทาง เช่น Home & Living Marketplace มี NocNoc และ HomePro, Fashion & Beauty Marketplace มี Central และ Konvy เป็นต้น
อีกโมเดลธุรกิจใหม่ คือ Consignment หรือโมเดลธุรกิจแบบ “ฝากขาย” ปี 2024 Temu เปิดตัวที่ตลาดประเทศไทย สร้างแรงกระเพื่อมอย่างต่อเนื่อง เพราะวิธีการของ Temu จะไปต่อตรงกับโรงงานสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมากๆและเอามาทำราคาและการตลาดขายเอง ทำให้ราคาสินค้าถูกใจผู้บริโภค ทำให้ Shopee และ Lazada ปรับโมเดลธุรกิจมาแข่งที่เรียกว่า “Choice” กระตุ้นให้ผู้ขายรายไหนที่ไม่อยากทำการตลาดเอง ให้เอาของมาฝากไว้ที่คลังและ Shopee/Lazada จะเป็นคนทำการตลาดและตั้งราคาขายดันยอดให้เพื่อสู้กับคู่แข่งอย่าง Temu

เทรนด์ 5: Fast delivery like a devil! ปีแห่งการส่งของไว ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่อดทนรอสินค้าได้นาน ผู้ขายรายไหนส่งเร็วในวันได้ พร้อมย้ายเจ้า
การที่ธุรกิจค้าปลีกปรับตัวใหญ่ กลยุทธ์หลักคือการทำ On-Demand Delivery จากสาขาตัวเอง โดยเอาจุดแข็งที่มีหน้าร้านสาขาทั่วประเทศ อย่างเช่น 7-Eleven Delivery, Lotus’s Online, Makro Pro, Tops, BigC ทุกเจ้าปรับตัวในการเชื่อมโยงสินค้าในสาขาใกล้ตัวให้ส่งหาผผู้บริโภคได้แบบในวันได้แบบสั่งได้
“เรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทำให้ผู้บริโภคถูกสปอย จนเกิดความเคยชินไม่ชอบอดทนรอสินค้าได้นาน ผลักดันให้การแข่งขันอีคอมเมิร์ซไทยในปี 68 ผู้เล่นจะแข่งกันส่งเร็วแบบไวเป็นปีศาจ ขนาด Shopee เองยังต้องลงมาสู้โดยเปิดบริการ Shopee Express Delivery โดยการใช้ Rider Shopee Food มาส่งสินค้าแบบ On-Demand ด้วย แม้ว่าจะยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ เชื่อว่าทั้ง Shopee, Lazada, Tiktok จะกดดันผู้ขายของตัวเองให้สู้ศึกการแข่งขันความเร็วมากขึ้นไปอีก ร้านค้าไหนแพ๊คของไวส่งเร็วจะ ช่วยให้ขายของได้ดีขึ้น
ทั้งหมดเป็นเทรนด์อีคอมเมิร์ซที่จะเกิดขึ้นในปีนี้.
Cyber Daily



