เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 พ.ย. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการฯ นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกฯ นายปฏิพงษ์ สละสวัสดิ์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด ร่วมกับ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. ร่วมแถลงข่าว การส่งสำนวนสอบสวนคดี พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล อดีต ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ หรือ ผกก.โจ้ กับลูกน้อง รวม 7 คน ใช้ถุงดำคลุมหัวผู้ต้องหาคดียาเสพคิดจนถึงแก่ความตาย
โทษถึงประหาร! ผบช.ก.มั่นใจหลักฐานมัดเอาผิด ‘ผกก.โจ้’ แม้ไร้ความร่วมมือ
อ่วม!สั่งฟ้อง7ตร.แก๊ง ‘ผกก.โจ้’ อายัดทรัพย์131 ล้านทั้งคฤหาสน์-รถหรู-คอนโดฯ
นายอิทธิพร เปิดเผยว่า สำนักงานคดีอัยการสูงสุดได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน บก.ป. คดีระหว่าง น.ส.จันทร์จิรา ธนะพัฒน์ ผู้กล่าวหาที่ 1 พ.ต.อ.สุทธินันท์ คงแช่มดี ผกก.สส.ภ.จว. นครสวรรค์ ผู้กล่าวหาที่ 2 กับ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ พ.ต.ต.รวีโรจน์ ดิษทอง ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค ร.ต.ท.ธรณินทร์ มาศวรรณา ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว หรือดาบโบ้ ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น และ ส.ต.ต.ปวีณ์กร คำมาเร็ว ผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ข้อหา เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ฯ, เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย และร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด โดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 157, 309 วรรคสอง, 289 (5) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 เหตุเกิดระหว่างวันที่ 5-6 ส.ค. ที่ห้องทำงานชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.เมืองนครสวรรค์

โดยพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกรวม 7 คน ตามข้อกล่าวหา ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมและฝากขังไว้ตามคำสั่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 4 จะครบฝากขังครั้งที่ 6 ในวันที่ 6 พ.ย. และผู้ต้องหาที่ 2, 3, 5, 6 และ 7 จะครบฝากขังครั้งที่ 6 ในวันที่ 5 พ.ย. ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 143 วรรคท้าย ผู้มีอำนาจสั่งพิจารณาคดีนี้คืออัยการสูงสุด โดยคำสั่งอัยการสูงสุดถือว่าเด็ดขาด
ด้าน นายประยุทธ เปิดเผยว่า สำนวนคดีแยกเป็น 2 ส่วนคือ สำนวนฆ่าผู้อื่นฯ และสำนวนการชันสูตรพลิกศพ ตามกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 150 วางหลักเกณฑ์ว่า เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะต้องชันสูตรพลิกศพและทำสำนวนส่งให้พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อไต่สวนการตาย ว่า ผู้ตายเป็นใคร ตายด้วยสาเหตุใด แล้วส่งกลับให้อัยการ เมื่ออัยการพิจารณาแล้วก็ส่งคืนให้พนักงานสอบสวนรวมเข้ากับคดีหลัก แล้วส่งให้อัยการสูงสุดพิจารสั่งฟ้อง ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเพียงคนเดียวเมื่อมีคำสั่งอย่างใด ถือเป็นเสร็จเด็ดขาด สำหรับหน่วยงานที่มีหน้าที่คัดกรองตั้งเรื่องให้กับอัยการสูงสุด คือสำนักงานกิจการคดี พิจารณาส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ถ้าในที่สุดมีการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ก็จะต้องส่งสำนวนให้สำนักงานอัยการคดีการปราบปรามและประพฤติมิชอบยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางต่อไป

ส่วนประเด็นที่สังคมห่วงใยว่าอัยการจะยื่นฟ้องคดีไม่ทันตามกำหนดครบฝากขังรวม 84 วัน ในวันที่ 17 พ.ย.นี้นั้น ไม่ต้องกังวล เชื่อว่า ความเชี่ยวชาญของทีมงานอัยการ โดยนายปฏิพงษ์ สละสวัสดิ์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด จะสามารถสรุปสำนวนภายในเวลาที่กำหนด โดยจะมีตั้งคณะทำงานอัยการขึ้นพิจารณา และเสนอความเห็นให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่ง อย่างไรก็ตามหากอัยการไม่สามารถยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้ทันภายในกำหนด ก็จำเป็นต้องปล่อยตัว ผกก.โจ้ กับลูกน้องไปก่อน แต่ทั้งนี้ตนมั่นใจว่า อัยการยื่นฟ้องคดีทันแน่นอน
ขณะที่ พล.ต.ต.สุวัฒน์ รอง ผบช.ก. กล่าวว่า วันนี้พนักงานสอบสวน ส่งสำนวนการสอบสวน ผกก.โจ้ กับลูกน้องข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ 7 แฟ้ม รวม 2,540 แผ่น ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนมีความมั่นใจในพยานหลักฐานที่รวบรวมมาทั้งหมด เนื่องจาก พนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวนตั้งแต่แรกที่ จ.นครสวรรค์ กระทั่งโอนคดีเข้ามาที่ บก.ป. เพราะตามกฎหมายบัญญัติไว้ว่า หากเป็นการตายที่อยู่ระหว่างการควบคุมของพนักงาน หรือตายเพราะการกระทำของเจ้าพนักงาน ให้อัยการเข้าร่วมสอบสวนด้วย โดยวันนี้เป็นการส่งสำนวนคดีฆาตกรรมเท่านั้น ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น คดีนำเข้ารถหรู ก็แยกดำเนินคดีต่างหาก ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เพราะมีเอกสารจำนวนมาก และมีอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการ



