คนไทยมีการใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ในอันดับต้นๆ ของโลก มีทั้งการใช้ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ บางคนนำมาใช้งานในการค้าขายออนไลน์ ซึ่งค้าขายของถูกกฎหมาย ก็คงไม่ผิด!!

แต่ปัจจุบันได้มีการโพสต์ขายยาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์กันอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ได้มีการทำการสืบสวน ล่อซื้อ เพื่อจับผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ดังที่เราจะได้เห็นเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง!!

แต่อย่างที่บอกในสังคมมีทั้งคนดีและไม่ดี ได้มีการใช้เทคโนโลยีที่มีประโยชน์ แต่กลับนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยเฉพาะพวกนักค้ายาเสพติด ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการค้า และการส่ง เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

เพื่อเป็นการยกระดับให้การทำงานป้องกันและปราบปรามมีความเฉียบขาด มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ  “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี” นั้น ทาง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)  จึงได้ลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยการปราบปรามการซื้อขายยาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์ กับ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และ สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.)

“วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ” ปลัดกระทรวง ดีอี บอกว่า  ที่ผ่านมากระทรวงดีอีมีการทำงานร่วมกับตำรวจในการปิดกั้นโซเชียล มีเดียที่ดำเนินการผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็มีบัญชีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดด้วย แต่การค้าขายยาเสพติดในโลกออนไลน์ก็มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อมีการปิดกั้นแล้ว ก็จะมีการส่งข้อมูลให้กับทางตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสืบสวนตามจับตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

ภาพ จาก ป.ป.ส.

“การลงนามของ 3 หน่วยงานครั้งนี้ เพื่อเป็นการติดตามมอนิเตอร์ คอนเทนต์ต่างๆ ไม่มีเรื่องผิดกฎหมาย และทำการปิดกั้น ปราบปราม โดยทั้ง 3 หน่วยงาน จะร่วมมือกันตั้งศูนย์มอนิเตอร์ค้ายาออนไลน์ โดยเฉพาะตามโซเชียลมีเดียต่างๆ โดยจะมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้มอนิเตอร์ คอนเทนต์ต่างๆ ที่อยู่บนโซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมด เพื่อนำข้อมูลมาสืบสวนต่อเพื่อจับกุมผู้กระทำความผิด ซึ่งในการค้ายาเสพติดออนไลน์ เขาจะมีกลุ่มเฉพาะของเขา และมีการโพสต์เป็นรหัสลับที่รู้กันอยู่ในวงของเขา ไม่ใช่การโพสต์ขายชื่อยาเสพติดโดยตรง เช่น ใช้คำว่า เนื้อ เป็นต้น ดังนั้น AI จะต้องเข้าใจและมอนิเตอร์ให้ได้ โดยศูนย์ฯ ที่ตั้งขึ้นจะใช้ทั้งกำลังคนและเทคโนโลยี AI ในการตรวจสอบเพื่อปิดกั้นและส่งต่อข้อมูลไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติ และ ป.ป.ส.ในการขยายผลและดำเนินคดีต่อไป”

ขณะที่ “พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี” ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  บอกว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการยกระดับการทำงานร่วมกัน ให้มีความกระชับ ฉับไว แม้ว่าที่ผ่านมาจะเป็นการทำงานกันมาอย่างยาวนานแล้วก็ตาม  แต่หลังจากที่ได้ลงนามร่วมกันจะเป็นการคิกออฟ ทำความสะอาดบ้านเมืองให้ดีขึ้น ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยผู้ที่มีความผิดในการค้ายาเสพติดออนไลน์ เบื้องต้น คือ ผู้ส่ง ต้องรับผิดชอบ เพราะถือเป็นผู้ครอบครอง ขณะที่หากมีของที่ตกค้างอยู่ที่ขนส่ง ต้องพิสูจน์ทราบว่ารู้เห็นเป็นใจหรือไม่ถึงจะมีความผิด เช่น พนักงานมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ ในการสืบสวนสอบสวน ตำรวจจะดูผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้ง แพลตฟอร์ม ด้วยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ขณะที่บริษัทขนส่งเอกชนใหญ่ๆ ต้องมีเครื่องตรวจสอบ ซึ่งปัจจุบันตรงนี้ยังมีจุดอ่อนอยู่

ภาพ pixabay.com

ด้านหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องยาเสพติด คือ ป.ป.ส. ทางผู้นำหน่วยงาน คือ “พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) บอกว่า การลงนามเอ็มโอยูครั้งนี้ เป็นการยกระดับการต่อสู้กับยาเสพติด ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลทำให้พ่อค้ายาเสพติดเปลี่ยนรูปแบบซื้อขายใหม่ๆ เช่น มีการใช้โดรนบินข้ามชายแดนเข้ามา การขนไปส่งในระบบโลจิสติกส์ และการซื้อขายทางออนไลน์ การเจ้าหน้าที่รัฐไม่ปรับตัวและคุยกันทำให้ยากในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งทำร้ายเยาวชนและประชาชนจำนวนมาก

การซื้อขายออนไลน์ และมีการส่งผ่านช่องทางขนส่งเอกชนนั้น  ผู้ส่งต้องมีความผิด แต่ในส่วนบริษัทที่เป็นผู้ขนส่ง ต้องดูที่เจตนา หากปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ตามกฎหมายแล้ว ถือว่าไม่มีความผิด แต่หากหละหลวม ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายที่กำหนด เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีอำนาจสั่งพัก หรือ เพิกถอนใบอนุญาต ในเบื้องต้น 30 วัน

“ปัจจุบันสำนักงาน ป.ป.ส.ได้จัดสรรงบประมาณในการซื้อเครื่องสแกนยาเสพติดแบบมือถือ แทนการใช้สุนัขในการดมกลิ่น จำนวน 20 เครื่อง เครื่องละ 4 ล้านบาท ให้กับกองทัพภาคที่ 2 ในพื้นที่อีสาน และ กองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อนำไปใช้งานตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการค้าขายยาเสพติดตามพื้นที่ตะเข็บชายแดน ซึ่งการลงนามความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบไร้รอยต่อ ไม่เช่นนั้น จะแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะกับการซื้อขายผ่านออนไลน์ และขอย้ำว่า คนซื้อ และ คนขาย มีความผิด แม้ไม่มีสินค้ายาเสพติดจริง หากมีการโพสต์ซื้อขายยาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์  ขณะเดียวกันที่ผ่านมาก็มีการลงนามกับบริษัทขนส่งเอกชนรายใหญ่ และมีการสนับสนุนเครื่องสแกนยาเสพติดแบบมือถือ เพื่อให้นำไปใช้งานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้วย”

ภาพ pixabay.com

ด้าน “พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย” ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)  บอกว่า การค้าขายยาเสพติดของนักค้ายาผ่านช่องทางออนไลน์มีมานานแล้ว และกำลังแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น และซับซ้อนมากขึ้นตามสภาพสังคม จากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมอนิเตอร์การโพสต์ขาย 100 โพสต์ บนโซเชียลมีเดีย พบว่า 60-70% มีอายุในการโพสต์เพียง 1-2 วัน เพื่อเรียกยอดติดตาม และอีก 20 % เมื่อนำมาวิเคราะห์แล้วพบว่า 15% เป็นการหลอกลวงขายยา ใครสั่งซื้อ จ่ายเงินแล้วก็จะไม่ได้ของ เป็นการหลอกซ้อนหลอกอีกที ไม่มีสินค้ายาเสพติดจริง ผู้ถูกหลอกก็ไม่กล้าแจ้งความ เพราะเป็นการซื้อขายยาเสพติดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เหลือเพียง 5% เท่านั้น ที่ตำรวจได้ล่อซื้อและจับกุมที่มีการขายยาเสพติดจริง

สำหรับศูนย์มอนิเตอร์ดังกล่าวจะตั้งอยู่บนชั้น 4 ของ บก.ปอท.เพื่อมอนิเตอร์สิ่งผิดกฎหมายทั้งหมด ส่วนหนึ่งจะส่งให้กระทรวงดีอีในการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย และอีกส่วนหนึ่งจะส่งให้ตำรวจที่เกี่ยวข้อง ร่วมถึง ป.ป.ส.ในการขยายผล และดำเนินคดีต่อไป

ถือเป็นการบูรณาการการทำงานยกระดับการปราบปราบร่วมกัน เป็นการส่งสัญญาณไปยังพวกนักค้ายาว่า รัฐบาลเอาจริง นำเทคโนโลยีมาช่วยป้องกันและลดปัญหายาเสพติดให้น้อยลงในสังคมไทย!!

จิราวัฒน์ จารุพันธ์