สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 มี.ค. ว่า นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รมว.สาธารณสุขสหรัฐ กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคหัด ในพื้นที่รอยต่อระหว่างรัฐเทกซัสกับรัฐนิวเม็กซิโก ว่าอยู่ในระดับที่น่าวิตกกังวลอย่างมาก


ทั้งนี้ เคนเนดีเน้นย้ำว่า การตัดสินใจรับวัคซีนเป็นสิทธิส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานซึ่งยังอยู่ในวัยเด็ก ควรปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในการรับวัคซีน

ขณะเดียวกัน เคนเนดียืนยันว่า ได้สั่งการให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) และหน่วยงานทุกแห่งในสังกัดของรัฐบาลกลาง ซึ่งดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณสุข มอบความสนับสนุนให้กับทั้งรัฐเทกซัส และรัฐนิวเม็กซิโก เพื่อจัดการกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคหัด ที่ตอนนี้มีผู้ป่วยสะสมมากกว่า 160 คน นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ในจำนวนนี้อย่างน้อย 146 คน อยู่ที่รัฐเทกซัส และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย เป็นเด็ก ซึ่งเป็นผู้เสียชีวิตจากโรคหัดรายแรกของสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2558


ด้านซีดีซีเดินหน้าแคมเปญ รณรงค์การฉีดวัคซีนโรคหัด โดยกำหนดเป้าหมายให้อัตราการรับวัคซีนอยู่ที่ 95% ในพื้นที่มีการระบาดหนัก เพื่อให้เพียงพอสำหรับสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

อนึ่ง อัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดในสหรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและวัยอนุบาล ลดลงจาก 95.2% ระหว่างปีการศึกษา 2563-2566 อยู่ที่ 92.7% ระหว่างปีการศึกษา 2566-2567 ซึ่งซีดีซีคำนวณออกมา ว่าเท่ากับตอนนี้มีเด็กอเมริกันราว 280,000 คน เผชิญกับความเสี่ยงของโรคหัด.

เครดิตภาพ : AFP